ตอบโจทย์ประเทศไทย ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์
 
สิ่งที่โลกเปลี่ยนไป สรุปเป็นประเด็นสำคัญ ได้ 3 กระแส จากศตวรรษที่ 20 สู่ 21
1. เปลี่ยนจาก EUROPEAN CENTURY สู่ AMERICAN CENTURY และ ASIA CENTURY
2. เปลี่ยนจากยุคแห่งความมั่งคั่ง สู่ ยุคแห่งความสุดโต่ง ทั้ง ธรรมชาติ การเมือง และธุรกิจ
3. เริ่มเปลี่ยนแกนอำนาจจากภาครัฐและเอกชน สู่ภาคประชาชน หรือ citizen centric governance
หรือประชาภิบาล 
 
true thailand รายการที่เปิดทัศนคติของบุคคลดังต่างๆ กับคำถามที่ว่า  ประเทศไทย ต้องเป็นอย่างไร ?
 
และยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงมุมมองความคิด
 
เกี่ยวกับประเทศของเราผ่านทาง http://www.truethailand.org/forums/forum/thailand
 
ประเทศไทย ต้องเป็นอย่างไร ? ในมุมความคิดของคุณ

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ขึ้นสองคณะ คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ  (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) อาจจะเสริมรัฐบาลให้มีภาพของ Credible Government  มากขึ้น แต่ก็เกิดประเด็นคำถามอย่างน้อย 3 ประเด็นตามมา

ประเด็นที่หนึ่ง อำนาจหน้าที่ ความเป็นอิสระที่ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และความต่อเนื่องของคณะกรรมการทั้งสองชุด มีมากน้อยเพียงใด มิเพียงเท่านั้น ก็ยังมีประเด็นเกี่ยวกับความโปร่งใสและความคุ้มค่าในโครงการต่างๆที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยคณะกรรมการดังกล่าว และที่สำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นๆ ทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการสร้างอนาคตประเทศ และการบริหารน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่สามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ รัฐที่อ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้

ประเด็นที่สอง หากคณะกรรมการทั้งสองชุดเป็นเพียงกลไกเสริม  ในขณะที่รัฐบาลยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศแล้วละก็ ต้องถือว่ารัฐบาลชุดนี้ Dysfunction จำเป็นจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี ยกเครื่องระบบการบริหารราชการแผ่นดินขนานใหญ่ หลังวิกฤตมหาอุทกภัย สิ่งที่รัฐจะต้องทำคือการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงนโยบาย โดยการยกเลิก หรือลดทอนนโยบายประชานิยมที่ไม่จำเป็น  ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด รัฐบาลจะต้องใช้ความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงฐานราก และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (นอกเหนือจากมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาระยะสั้น)  เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีแต่ประเด็นเรื่องของน้ำท่วม ยังมีประเด็นอื่นๆมากมาย อาทิ ภัยแล้ง โรคระบาด วิกฤตการเงิน และประเด็นเรื่องความมั่นคง ที่จะต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

ประเด็นที่สาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อปรับกลไกต่างๆที่มีอยู่ การยกเครื่องขีดความสามารถของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชนและภาคเอกชน  มหาอุทกภัยทำให้เราได้เห็นศักยภาพและพลังจิตอาสาที่ซ่อนอยู่ในภาคประชาชนและภาคเอกชน อย่างไรก็ดี มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาใหม่ที่ซับซ้อน ซึ่งจำเป็นจะต้องมีโมเดลการทำงานหลากรูปแบบจากทุกภาคส่วน แต่สอดรับและขับเคลื่อนภายใต้กรอบและทิศทางเดียวกัน โดยต้องสามารถระบุลงไปได้ว่า 1) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากภาครัฐในส่วนกลาง; 2) มีเรื่องอะไรบ้างที่รัฐจะเป็นผู้กำหนดกรอบ แต่ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย; 3) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องกระจายอำนาจให้แต่ละภาคส่วนกำหนดหรือตัดสินใจ แต่รัฐทำหน้าที่ประสานงานอย่างใกล้ชิด และ 4) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องกระจายอำนาจให้แต่ละภาคส่วนกำหนดหรือตัดสินใจ สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นอิสระ 

กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐ

ความสำเร็จของการทะยานสู่โลกที่หนึ่งของหลายประเทศในเอเชีย อย่างจีน เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์นั้น มาจากเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ 1) นักการเมืองมีคุณภาพ ภายใต้ระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ; 2) มีผู้นำการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความมั่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่โลกที่หนึ่ง; 3) มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสอดรับกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม และ 4) มีกลไกขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ประเทศเหล่านี้ จึงเป็นตัวอย่างของการมี Credible Government ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่โลกที่หนึ่ง  สำหรับประเทศไทย กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐประกอบไปด้วย 3 ประเด็นท้าทายคือ 1) ประเด็นว่าด้วยความชอบธรรม (A Quest for Legitimacy); 2) ประเด็นว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (A Quest for Integrity); และ 3) ประเด็นว่าด้วยความสามารถ (A Quest for Capability)

ผู้นำทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ คือผู้นำที่มี “ความชอบธรรม”  “ความสามารถ” ควบคู่ไปกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ในหนังสือ Hard Truth to Keep Singapore Going  อดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยู แห่งสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตระเตรียมผู้คนเพื่อมาบริหารประเทศ ลีกวยยูมองว่าการมี Exceptional Talent ขับเคลื่อนประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  หากปราศจากคนเก่งที่มีคุณธรรมขับเคลื่อนรัฐบาล  ภาครัฐและสถาบันสำคัญๆแล้วละก็ ประเทศก็จะค่อยๆถดถอยลง   โดยกล่าวว่า “Once you have weaker people on top, the whole system slowly goes down. It’s inevitable” ลีกวนยูจึงยอมไม่ได้กับการที่ได้ “รัฐมนตรีกระจอก” บริหารประเทศ เพราะหากทำเช่นนั้น ถือเป็นการทรยศหักหลังประเทศ

ความชอบธรรม ความสามารถ และ ความซื่อสัตย์สุจริต จึงเป็นสามองค์ประกอบสำคัญของการเป็น    รัฐบาลที่น่าเชื่อถือ หรือ Credible Government

น่าเสียดาย เท่าที่ผ่านมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475   ประเทศไทยไม่เคยมี Credible Government ดูอย่างรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าจะโดดเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็มีประเด็นปัญหาทางด้านความชอบธรรม เพราะ ณ ขณะนั้น อาจถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ในขณะที่รัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ หรือรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในยุคต่อมา แม้จะโดดเด่นในเรื่องของความสามารถ แต่ก็มีข้อสงสัยในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถูกโค่นล้มด้วยการทำรัฐประหาร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เช่นเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า เป็นรัฐบาลที่มาด้วยความชอบธรรม แต่หลังจากเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยแล้ว ก็ถูกตั้งคำถามว่าด้วยเรื่องของความสามารถ

การต่อสู้กับวิกฤตเป็นงานที่ท้าทายที่ต้องการภาครัฐที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการภายใต้วิกฤตนั้น ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะตอบโจทย์ของความเป็น Credible Government  หลังจากบริหารราชการแผ่นดินไม่เพียงถึงเดือน ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มถูกสั่นคลอน จากนโยบายประชานิยมที่จัดทำขึ้นมาในลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบในช่วงหาเสียง ผลที่ออกมาคือเกิดอาการชักเข้าชักออก ยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ภาคประชาชนและภาคเอกชนจำนวนมากต้องเดือดร้อนจากภัยพิบัติครั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อีกทั้งมีข้อสงสัยในข้อมูลข่าวสารว่ามีความถูกต้อง และตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด

ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงในตัวนายกรัฐมนตรี กอปรกับการมีคณะรัฐมนตรีที่อ่อนด้อยประสบการณ์ทางด้านการบริหาร ณ วันนี้ กลายเป็นเสมือนหนึ่งมวลน้ำขนาดใหญ่กลับมากระแทกใส่รัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย  จึงเป็นที่หวาดวิตกว่า รัฐไทยจะเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในหลากมิติ ภายใต้ยุคแห่งความสุดโต่งในทศวรรษจากนี้ไปหรือไม่ 

ถึงเวลายกเครื่องประเทศไทยทั้งระบบ

(Time for a Real Reform Agenda)

 

โลกทศวรรษจากนี้ไปเป็นยุคแห่งความสุดโต่ง (Age of Extremity) ครอบคลุมในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความสุดโต่งของธรรมชาติ (Nature Extremes)  อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นและในระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น; ความสุดโต่งทางเศรษฐกิจ (Economic Extremes) อาทิ การเกิดวิกฤตหนี้ในสหภาพยุโรปที่อาจนำไปสู่การแตกของ Eurozone หรือปรากฏการณ์ Occupy Wall Street ; ความสุดโต่งทางการเมือง (Political Extreme) อาทิ ปรากฏการณ์ Arab Spring หรือการอุบัติขึ้นของ WikiLeak ตลอดจนถึง ความสุดโต่งทางสังคม (Social Extreme) อาทิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างพวก Extreme Riches กับประชาชนที่เหลือ ในเกือบทุกภาคส่วนของโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา หรือการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประชาชนต่างพื้นที่อันเนื่องมาจากความสุดโต่งของธรรมชาติ

ในยุคแห่งความสุดโต่ง ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด (Extremely Vulnerable Position)  หากย้อนกลับไปเพียงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะ”วิกฤตซ้ำชาก”  โดยประสบกับวิกฤตถึง 3 ครั้ง เริ่มต้นจากวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ตามมาด้วยวิกฤตทางการเมือง ในช่วงปี 2551-2554 และล่าสุดก็ต้องเผชิญกับมหาอุทกภัย ในช่วงปลายปี 2554 จะเห็นได้ว่า ระดับความรุนแรงและความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   มหาอุทกภัยครั้งล่าสุดทำให้ความเสี่ยงของประเทศได้ยกระดับขึ้นสู่ความเสี่ยงทั้งระบบแล้ว

 ความอ่อนไหวในการเผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องประสบกับภาวะวิกฤตซ้ำซาก สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน เสถียรภาพ การเป็นประเทศที่มีความเปราะบางอย่างที่สุด สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความยั่งยืน พร้อมๆกันนั้น การเผชิญกับความเสี่ยงทั้งระบบ สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความมั่นคงปลอดภัย ในทรัพย์สินและชีวิตของผู้คน

       อย่างไรก็ดี ภาวะวิกฤตซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการของปัญหาที่ปรากฏอยู่ที่ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง  รากเหง้าปัญหาของประเทศที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นยังมีอีกมากมาย พอสรุปได้เป็น 3 กับดัก สำคัญ ประกอบไปด้วย กับดักความน่าเชื่อถือ” (Credibility Trap) ในภาครัฐ