ตอบโจทย์ประเทศไทย ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์
 
สิ่งที่โลกเปลี่ยนไป สรุปเป็นประเด็นสำคัญ ได้ 3 กระแส จากศตวรรษที่ 20 สู่ 21
1. เปลี่ยนจาก EUROPEAN CENTURY สู่ AMERICAN CENTURY และ ASIA CENTURY
2. เปลี่ยนจากยุคแห่งความมั่งคั่ง สู่ ยุคแห่งความสุดโต่ง ทั้ง ธรรมชาติ การเมือง และธุรกิจ
3. เริ่มเปลี่ยนแกนอำนาจจากภาครัฐและเอกชน สู่ภาคประชาชน หรือ citizen centric governance
หรือประชาภิบาล 
 
true thailand รายการที่เปิดทัศนคติของบุคคลดังต่างๆ กับคำถามที่ว่า  ประเทศไทย ต้องเป็นอย่างไร ?
 
และยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงมุมมองความคิด
 
เกี่ยวกับประเทศของเราผ่านทาง http://www.truethailand.org/forums/forum/thailand
 
ประเทศไทย ต้องเป็นอย่างไร ? ในมุมความคิดของคุณ

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ขึ้นสองคณะ คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ  (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) อาจจะเสริมรัฐบาลให้มีภาพของ Credible Government  มากขึ้น แต่ก็เกิดประเด็นคำถามอย่างน้อย 3 ประเด็นตามมา

ประเด็นที่หนึ่ง อำนาจหน้าที่ ความเป็นอิสระที่ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และความต่อเนื่องของคณะกรรมการทั้งสองชุด มีมากน้อยเพียงใด มิเพียงเท่านั้น ก็ยังมีประเด็นเกี่ยวกับความโปร่งใสและความคุ้มค่าในโครงการต่างๆที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยคณะกรรมการดังกล่าว และที่สำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นๆ ทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการสร้างอนาคตประเทศ และการบริหารน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่สามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ รัฐที่อ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้

ประเด็นที่สอง หากคณะกรรมการทั้งสองชุดเป็นเพียงกลไกเสริม  ในขณะที่รัฐบาลยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศแล้วละก็ ต้องถือว่ารัฐบาลชุดนี้ Dysfunction จำเป็นจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี ยกเครื่องระบบการบริหารราชการแผ่นดินขนานใหญ่ หลังวิกฤตมหาอุทกภัย สิ่งที่รัฐจะต้องทำคือการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงนโยบาย โดยการยกเลิก หรือลดทอนนโยบายประชานิยมที่ไม่จำเป็น  ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด รัฐบาลจะต้องใช้ความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงฐานราก และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (นอกเหนือจากมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาระยะสั้น)  เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีแต่ประเด็นเรื่องของน้ำท่วม ยังมีประเด็นอื่นๆมากมาย อาทิ ภัยแล้ง โรคระบาด วิกฤตการเงิน และประเด็นเรื่องความมั่นคง ที่จะต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

ประเด็นที่สาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อปรับกลไกต่างๆที่มีอยู่ การยกเครื่องขีดความสามารถของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชนและภาคเอกชน  มหาอุทกภัยทำให้เราได้เห็นศักยภาพและพลังจิตอาสาที่ซ่อนอยู่ในภาคประชาชนและภาคเอกชน อย่างไรก็ดี มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาใหม่ที่ซับซ้อน ซึ่งจำเป็นจะต้องมีโมเดลการทำงานหลากรูปแบบจากทุกภาคส่วน แต่สอดรับและขับเคลื่อนภายใต้กรอบและทิศทางเดียวกัน โดยต้องสามารถระบุลงไปได้ว่า 1) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากภาครัฐในส่วนกลาง; 2) มีเรื่องอะไรบ้างที่รัฐจะเป็นผู้กำหนดกรอบ แต่ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย; 3) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องกระจายอำนาจให้แต่ละภาคส่วนกำหนดหรือตัดสินใจ แต่รัฐทำหน้าที่ประสานงานอย่างใกล้ชิด และ 4) มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องกระจายอำนาจให้แต่ละภาคส่วนกำหนดหรือตัดสินใจ สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นอิสระ 

กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐ

ความสำเร็จของการทะยานสู่โลกที่หนึ่งของหลายประเทศในเอเชีย อย่างจีน เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์นั้น มาจากเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ 1) นักการเมืองมีคุณภาพ ภายใต้ระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ; 2) มีผู้นำการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความมั่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่โลกที่หนึ่ง; 3) มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสอดรับกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม และ 4) มีกลไกขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ประเทศเหล่านี้ จึงเป็นตัวอย่างของการมี Credible Government ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่โลกที่หนึ่ง  สำหรับประเทศไทย กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐประกอบไปด้วย 3 ประเด็นท้าทายคือ 1) ประเด็นว่าด้วยความชอบธรรม (A Quest for Legitimacy); 2) ประเด็นว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (A Quest for Integrity); และ 3) ประเด็นว่าด้วยความสามารถ (A Quest for Capability)

ผู้นำทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ คือผู้นำที่มี “ความชอบธรรม”  “ความสามารถ” ควบคู่ไปกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ในหนังสือ Hard Truth to Keep Singapore Going  อดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยู แห่งสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตระเตรียมผู้คนเพื่อมาบริหารประเทศ ลีกวยยูมองว่าการมี Exceptional Talent ขับเคลื่อนประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  หากปราศจากคนเก่งที่มีคุณธรรมขับเคลื่อนรัฐบาล  ภาครัฐและสถาบันสำคัญๆแล้วละก็ ประเทศก็จะค่อยๆถดถอยลง   โดยกล่าวว่า “Once you have weaker people on top, the whole system slowly goes down. It’s inevitable” ลีกวนยูจึงยอมไม่ได้กับการที่ได้ “รัฐมนตรีกระจอก” บริหารประเทศ เพราะหากทำเช่นนั้น ถือเป็นการทรยศหักหลังประเทศ

ความชอบธรรม ความสามารถ และ ความซื่อสัตย์สุจริต จึงเป็นสามองค์ประกอบสำคัญของการเป็น    รัฐบาลที่น่าเชื่อถือ หรือ Credible Government

น่าเสียดาย เท่าที่ผ่านมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475   ประเทศไทยไม่เคยมี Credible Government ดูอย่างรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าจะโดดเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็มีประเด็นปัญหาทางด้านความชอบธรรม เพราะ ณ ขณะนั้น อาจถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ในขณะที่รัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ หรือรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในยุคต่อมา แม้จะโดดเด่นในเรื่องของความสามารถ แต่ก็มีข้อสงสัยในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถูกโค่นล้มด้วยการทำรัฐประหาร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เช่นเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า เป็นรัฐบาลที่มาด้วยความชอบธรรม แต่หลังจากเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยแล้ว ก็ถูกตั้งคำถามว่าด้วยเรื่องของความสามารถ

การต่อสู้กับวิกฤตเป็นงานที่ท้าทายที่ต้องการภาครัฐที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการภายใต้วิกฤตนั้น ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะตอบโจทย์ของความเป็น Credible Government  หลังจากบริหารราชการแผ่นดินไม่เพียงถึงเดือน ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มถูกสั่นคลอน จากนโยบายประชานิยมที่จัดทำขึ้นมาในลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบในช่วงหาเสียง ผลที่ออกมาคือเกิดอาการชักเข้าชักออก ยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ภาคประชาชนและภาคเอกชนจำนวนมากต้องเดือดร้อนจากภัยพิบัติครั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อีกทั้งมีข้อสงสัยในข้อมูลข่าวสารว่ามีความถูกต้อง และตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด

ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงในตัวนายกรัฐมนตรี กอปรกับการมีคณะรัฐมนตรีที่อ่อนด้อยประสบการณ์ทางด้านการบริหาร ณ วันนี้ กลายเป็นเสมือนหนึ่งมวลน้ำขนาดใหญ่กลับมากระแทกใส่รัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย  จึงเป็นที่หวาดวิตกว่า รัฐไทยจะเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในหลากมิติ ภายใต้ยุคแห่งความสุดโต่งในทศวรรษจากนี้ไปหรือไม่ 

ถึงเวลายกเครื่องประเทศไทยทั้งระบบ

(Time for a Real Reform Agenda)

 

โลกทศวรรษจากนี้ไปเป็นยุคแห่งความสุดโต่ง (Age of Extremity) ครอบคลุมในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความสุดโต่งของธรรมชาติ (Nature Extremes)  อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นและในระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น; ความสุดโต่งทางเศรษฐกิจ (Economic Extremes) อาทิ การเกิดวิกฤตหนี้ในสหภาพยุโรปที่อาจนำไปสู่การแตกของ Eurozone หรือปรากฏการณ์ Occupy Wall Street ; ความสุดโต่งทางการเมือง (Political Extreme) อาทิ ปรากฏการณ์ Arab Spring หรือการอุบัติขึ้นของ WikiLeak ตลอดจนถึง ความสุดโต่งทางสังคม (Social Extreme) อาทิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างพวก Extreme Riches กับประชาชนที่เหลือ ในเกือบทุกภาคส่วนของโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา หรือการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประชาชนต่างพื้นที่อันเนื่องมาจากความสุดโต่งของธรรมชาติ

ในยุคแห่งความสุดโต่ง ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด (Extremely Vulnerable Position)  หากย้อนกลับไปเพียงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะ”วิกฤตซ้ำชาก”  โดยประสบกับวิกฤตถึง 3 ครั้ง เริ่มต้นจากวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ตามมาด้วยวิกฤตทางการเมือง ในช่วงปี 2551-2554 และล่าสุดก็ต้องเผชิญกับมหาอุทกภัย ในช่วงปลายปี 2554 จะเห็นได้ว่า ระดับความรุนแรงและความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   มหาอุทกภัยครั้งล่าสุดทำให้ความเสี่ยงของประเทศได้ยกระดับขึ้นสู่ความเสี่ยงทั้งระบบแล้ว

 ความอ่อนไหวในการเผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องประสบกับภาวะวิกฤตซ้ำซาก สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน เสถียรภาพ การเป็นประเทศที่มีความเปราะบางอย่างที่สุด สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความยั่งยืน พร้อมๆกันนั้น การเผชิญกับความเสี่ยงทั้งระบบ สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความมั่นคงปลอดภัย ในทรัพย์สินและชีวิตของผู้คน

       อย่างไรก็ดี ภาวะวิกฤตซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการของปัญหาที่ปรากฏอยู่ที่ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง  รากเหง้าปัญหาของประเทศที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นยังมีอีกมากมาย พอสรุปได้เป็น 3 กับดัก สำคัญ ประกอบไปด้วย กับดักความน่าเชื่อถือ” (Credibility Trap) ในภาครัฐ กับดักความเหลื่อมล้ำ”  (Inequality Trap) ในภาคประชาชน และ กับดักการสร้างมูลค่า” (Value Creation Trap) ในภาคเอกชน

edit @ 14 Dec 2011 23:21:39 by ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

Becoming A Smart Enterprise: Preparing Thai SMEs for the Next Level of Global Competition
 
download pdf
 
 

Grand Strategy: Moving Thailand Towards The Next Decade

posted on 28 Aug 2011 13:20 by suvit-maesincee  in Government

Grand Strategy: Moving Thailand Towards The Next Decade

download pdf

 

ยุทธศาสตร์ชาติรับมือโลกเสี่ยง

 

วันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแผ่นใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ตามแนว Ring of Fire โดยห่างจากชายฝั่งทะเลของเกาะฮอนชู ประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิความสูงกว่าสิบเมตร ถาโถมวิ่งเข้าหาชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ ด้วยความเร็วกว่า 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วภาพแห่งความพินาศก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง การถาโถมของคลื่นยักษ์ส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่เมืองฟุกุชิมะ ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียวออกไป 250 กม มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี และเกิดการระเบิดในเวลาต่อมา  ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 9,000 คน มีผู้คนที่สูญหายมากกว่า 13,000 คน

ชนชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีสัญชาตญาณแห่งการระแวงภัยธรรมชาติในสายเลือด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สั่งสมตกทอดมาจากบรรพบุรษ กอปรกับการเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและสึนามิ  ญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด ในการรับมือกับภัยธรรมชาติดังกล่าว แต่ในความเป็นจริง กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่

หากพวกเรายังจำได้ เหตุการณ์สึนามิ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2004 ได้คร่าผู้คนกว่า 280,000 คนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงพังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามมาด้วยพายุเฮอริเคน Katrina  โหมกระหน่ำรัฐลุยเซียนา และ มิสซิปซิปปี ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2005 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,300 คน และผู้คนกว่า 1.5 ล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนพฤษภาคม 2008 พายุไซโคลน Nargis ได้ถาโถมแผ่นดินพม่า และคร่าชีวิตผู้คนกว่า 140,000 คน และเมื่อเร็วๆนี้ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน คร่าผู้คนกว่า 70,000 คน และทำให้ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่า 5 ล้านครอบครัว

หากพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นในเชิงปริมาณ ต้องถือว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆข้างต้น เป็น Natural Hazard ที่มีระดับความรุนแรงกว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมามาก

อย่างที่ทราบกันดี โดยปกติ ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เป็น Surprise สำหรับคนญี่ปุ่น แต่สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถูกออกแบบให้สามารถป้องกันคลื่นสึนามิสูงสุดขนาด 8 เมตร ในขณะที่เกิดคลื่นยักษ์สูงขนาด 10 เมตร จนเกิดการรั่วซึมของสารกัมมันตภาพรังสี และระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ณ ขณะนี้  จึงผิดกับภัยพิบัติกรณีอื่นๆที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะนอกเหนือจากเกิด Natural Hazard จากแผ่นดินไหวและสึนามิแล้ว ยังเกิดTechnological Hazard จากการรั่วซึมของสารกัมมันตภาพรังสีไปพร้อมๆกัน Natural Hazard และ Technological Hazard ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้การกู้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น มีความซับซ้อนและความไม่แน่นอนอยู่ในระดับที่สูง

โลกแห่งภัยคุกคาม (The World of Threats)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ถือว่ายังมีระดับความรุนแรงที่ต่ำมาก หากเปรียบเทียบกับภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์น้ำท่วมที่แม่น้ำฮวงโหเมื่อปี 1931 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 3.7 ล้านคน  ตามมาด้วย น้ำท่วมใหญ่ในประเทศจีน เมื่อปี 1959  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ใน Upper Egypt และ Syria ในปี 1201  ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1.1 ล้านคน

อย่างไรก็ดี  เหตุการณ์ภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ตารางที่ 1 แสดงภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ซึ่งเป็นปฏิสัมพันธ์ในหลายระดับ ในหลากมิติ ครอบคลุมภัยคุกคามที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน ระหว่างปัจเจกบุคคล ระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคม ระหว่างรัฐกับรัฐด้วยกัน  หรือไขว้กัน อาทิ ระหว่างรัฐกับกลุ่มต่างๆในสังคม ระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล หรือระดับโลก รวมถึงภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์

 

ตารางที่ 1 : ภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ

จากการสำรวจของ Human Security Center โดยสอบถามถึงภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต จากการสุ่มตัวอย่างจำนวน 6,043 คนใน 11 ประเทศ (ประกอบด้วย บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทย) พบว่า อาชญกรรมเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตถึง 27% ตามมาด้วยการก่อการร้าย 15% ความไม่มั่นคงปลอดภัยทางด้านเศรษฐกิจและภัยคุกคามที่มีต่อสุขภาพ 12% อุบัติเหตุและภัยพิบัติตามธรรมชาติ 12 % และการเกิดสงคราม 8%

ชีวิตท่ามกลางโลกเสี่ยง

โลกแห่งภัยคุกคาม ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ความเสียหายทางตรงประกอบไปด้วยการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ค่าใช่จ่ายหรืองบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการซ่อมสร้าง ทดแทน กอบกู้ และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน องค์กรภาครัฐและเอกชนที่ได้รับผลกระทบ   ส่วนความเสียหายทางอ้อมประกอบไปด้วย กระแสรายได้ในอนาคตที่ต้องขาดหายไป การเติบโตที่ชะลอตัว ผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากการเคลี่อนย้ายอพยพผู้คนจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง การศึกษาของเยาวชนที่ต้องสะดุดลง รวมถึงการล้มละลายของบริษัทเอกชน

จึงดูเสมือนว่า จากนี้ไป ความกลัวจะเป็นตัวกำหนดทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน ภายใต้โลกเสี่ยง วาทกรรมว่าด้วยการจัดระเบียบทางสังคม หรือการปฎิรูปทางการเมือง (Social Order & Political Reform) จะถูกแทนที่ด้วยวาทกรรมว่าด้วยความมั่นคง (Security) แต่จะไม่ใช่ความมั่นคงในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่เน้นภาพใหญ่ของความมั่นคงของประเทศ (National Interest) หรือความมั่นคงทางด้านการทหาร (Military Security) แต่จะเป็นความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน (Human Security) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Non-Conventional Security เป็นสำคัญ

ในบริบทของการบริหารจัดการ มีสองปัจจัยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คือ Risk & Return โดยแต่เดิมมานั้น เรื่องของ Return จะเป็นตัวหลัก (Core) ในขณะที่เรื่องของ Risk จะเป็นตัวเสริม (Complement) ภายใต้โลกแห่งภัยคุกคาม เรื่องของ Risk Management, Management of Uncertainty, Management of Insecurity, Crisis Management และ Emergency Management จะกลายเป็นแกนหลักของการบริหารจัดการ เมื่อพิจารณาทั้ง 5 Disciplines อย่างรอบคอบแล้วเท่านั้น จึงจะค่อยมาพิจารณาเรื่องของ Return ในลำดับถัดมา

ภัยคุกคามต่างๆที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้หลักการประเมินความเสี่ยง (Risk Evaluation Principles) เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของ Laissez-faire Risk Evaluation Principle โดยมีความเชื่อว่า Something is safe until it has been proven dangerous หรือ “When in doubt, opt for doubt” ภายใต้โลกแห่งภัยคุกคาม ฐานคิดดังกล่าวถูกท้าทาย ในโลกแห่งภัยคุกคาม ผู้คนเริ่มหันมาใช้ Precautionary Risk Evaluation Principle ภายใต้ความเชื่อที่ว่า Nothing is safe until it has been proven harmless หรือ “When in doubt, opt against doubt”

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการโลกเสี่ยง

โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงที่เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจะเป็นผลคูณของ 2 ปัจจัย คือ โอกาสที่น่าจะเป็น (Probability) ของการเกิดเหตุการณ์นั้น กับ ผลกระทบ (Impact) หรือระดับความรุนแรงที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น

ลองพิจารณาโอกาสที่น่าจะเป็น และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก Scenarios ต่างๆดังต่อไปนี้

Scenario I โอกาสที่น่าจะเป็นที่ประเทศญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหวที่สูงกว่า 8.9 ริกเตอร์อีกครั้งในปีนี้ และจะส่งผลกระทบต่อทำให้เกิดความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบทางตรง/ทางอ้อม ระยะสั้น/ระยะยาว ต่อประเทศไทย และต่อโลกอย่างไร

Scenario II จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลิเบียขณะนี้ โอกาสที่ราคาน้ำมันจะถีบตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในระดับที่สูงกว่า 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาเรล ในปีนี้ มีอยู่เท่าไร และจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของโลกและประเทศไทยโดยรวมอย่างไร

Scenario III ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน จะทำให้มีโอกาสที่จะเกิด Shortage of Foods ในช่วงสามปีจากนี้ไปอยู่เท่าไหร่  การขาดแคลนอาหารดังกล่าวส่งผลกระทบในประชาคมโลกในภาพรวมอย่างไร ส่งผลกระทบต่อประเทศที่ร่ำรวยอย่างไร ต่อประเทศที่ยากจนอย่างไร และเป็นโอกาสหรือภัยคุกคามสำหรับประเทศไทย

Scenario IV โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกทีมีความรุนแรงกว่าปี 2008 ที่ผ่านมา อีกครั้ง ในสามปีจากนี้ไป มีอยู่เท่าไหร่ และถ้าเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่ร่ำรวยแต่กำลังรื้อปรับระบบเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อประเทศ Emerging Economies อย่าง บราซิล รัสเซีย จีน และ อินเดีย อย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร

Scenario V โอกาสที่ประเทศไทยจะทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาในปีนี้ จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีอยู่มากน้อยเพียงใด สงครามดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย ทั้งในมิติทางการเมือง และความมั่นคงกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆอย่างไร กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างไร

Scenario VI โอกาสที่จะเกิดการปฎิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยในปีนี้ มีอยู่เท่าไหร่ และการปฎิวัติจะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลกอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยอย่างไร

บางคนอาจกล่าวว่า เหตุการณ์ใน Scenario I-VI ข้างต้น เป็น Surprise แต่โดยความจริงแล้วไม่ใช่ Unpredictable Surprise แต่เป็น  Predictable Surprise ที่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นได้    ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ในกรณีดังกล่าว โอกาสที่น่าจะเป็นที่คลื่นยักษ์สึนามิจะสูงกว่า 8 เมตรนั้น นั้นมีค่ามากกว่าศูนย์ เพียงแต่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เป็น Low Probability แต่ High Impact หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีอยู่ต่ำมาก แต่หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในวงกว้าง ดังที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักอยู่เสมอว่า “A low risk is not no risks”

เราจัดเหตุการณ์ประเภท Low probability/High Impact Event เป็นความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment คำถามก็คือ เราจะบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment นี้ อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment

Extreme Environment ครอบคลุมภัยพิบัติตามธรรมชาติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ องค์ประกอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  ประกอบไปด้วย

1)            การคาดการณ์ความเสี่ยง (Risk Forecasting) อย่างที่ทราบกันดีว่า ความสูญเสียจากภัยพิบัติหรือภัยคุกคามมิได้มีแต่ผลกระทบระยะสั้น และความเสียหายทางตรง แต่ยังส่งผลกระทบระยะยาวและก่อให้เกิดความเสียหายทางอ้อม ดังนั้น การปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือ ตัวแปรที่ใช้วัด กระบวนการการเก็บและ Update ข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาโมเดลการพยากรณ์ ให้เกิดความแม่นยำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงหรือทุเลาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพยากรณ์อากาศในระดับที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อให้มีข้อมูลมราเพียงพอต่อการตัดสินใจการเคลื่อนย้ายอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ หรือตัดลดค่าใช้จ่ายในค่าขนส่งลำเลียงที่ไม่จำเป็นลงได้

2)            การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง (Communicating Risk information) เป็นธรรมชาติของผู้คนที่มักจะละเลยเหตุการณ์ที่เป็น Low Probability โดยคิดว่าตัวเองจะไม่มีทางประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การให้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น อาทิ มีการระบุช่วงเวลาที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจความเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์นั้นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากบริษัทกำลังพิจารณากรมธรรม์ประกันอุทกภัยที่จะเกิดน้ำท่วมประเภท 1-in-100 year flood สำหรับโรงงานใหม่ที่มีอายุใช้งาน 25 ปี ใน 2 ทางเลือกด้วยกัน:

 

ทางเลือกที่หนึ่ง มีโอกาสเกิด 1 ใน 5 ในช่วง 25 ปีของอายุโรงงาน  

ทางเลือกที่สอง มีโอกาสเกิด 1ใน 100 ในปีที่สองหลังการตั้งโรงงาน

 

ภายใต้สองทางเลือกข้างต้น โอกาสที่ผ่ายจัดการจะ take serious กับทางเลือกที่หนึ่งมีมากกว่าทางเลือกที่สอง

3)            สิ่งจูงใจเชิงเศรษฐกิจ (Economic Incentives) สิ่งจูงใจทั้งที่เป็นบวกและลบ จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้คน ว่าจะเลือกใช้มาตรการป้องกันภัย (Protective measures) หรือไม่ ลองเปรียบเทียบดูระหว่าง นโยบายที่เสนอลดค่า Insurance premium สำหรับเจ้าของบ้านที่ยอมใช้มาตรการลดความเสียหาย (Loss Reduction Measures) อันเนื่องมาจากน้ำท่วมในแถบริมฝั่งแม่น้ำ Mississippi กับนโยบายที่จะให้ Incentive กับชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็น Flood-Prone Areas จากทั้งสองทางเลือก แม้ว่าผู้คนจะคิดคำนวณถึงผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับในปีแรก ปีที่สอง หรือ ปีที่สิบ ปีที่ยี่สิบปี ก็ตาม แต่คนเหล่านี้จะไม่มองว่ามาตรการที่นำเสนอนั้นน่าสนใจ  ตราบใดที่ยังมี up-front cost ในจำนวนไม่น้อยที่ตัวเองต้องจ่ายออกไปก่อน

4)             ความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และแม้กระทั่งกลุ่ม Non-profit ล้วนแล้วแต่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการ share costs และ share benefits ที่ได้จากมาตรการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Network) ของทั้งสามฝ่ายแต่เนิ่นๆ เพื่อฝึกฝนภาวะการนำ ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ ตลอดจนซักซ้อมยุทธวิธีในการรับมือกับภัยพิบัติ อย่างสม่ำเสมอ

5)            Reinsurance และ การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบต่างๆ จากการเผชิญกับภัยพิบัติมากมาย  สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาเริ่มที่การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายจาก mega disasters ที่เกิดขึ้น อาทิ Weather Derivatives และ Catastrophe Bond อย่างตลาดของ  Catastrophe Bond มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2000s อย่างในปี 2008 มีการออก new และ renew catastrophe bond เป็นมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

6)             Resiliency และ Sustainability มาตราการต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด จะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ “Resiliency” และ “Sustainability” ในส่วนของ Resiliency จะเป็นเรื่องของการยกระดับขีดความสามารถของปัจเจกบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือชุมชน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อ Potential Loss ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการคาดการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ sustainability จะเป็นขีดความสามารถของปัจเจกบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือชุมชนในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติในอนาคต

ทั้ง 6 องค์ประกอบเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  สามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ

1)            ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์  (Pre-Event) ประกอบด้วยการป้องกันและทุเลาผลกระทบจากภัยพิบัติ/ภัยคุกคามเป็นการล่วงหน้า การให้ความรู้กับประชาชนให้เข้าใจถึงธรรมชาติของภัยคุกคาม/ภัยพิบัติแต่ละแบบ การซักซ้อมขบวนการรับมือกับภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม รวมถึงการตระเตรียม Recovery infrastructure ต่างๆ อาทิ หน้ากาก ถุงยังชีพ น้ำดื่มสะอาด หรือที่พักฉุกเฉิน เแต่เนิ่นๆ  

2)            ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ (Event) เป็นการรับมือในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม เพื่อลดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การส่งสัญญาณเตือนภัย การเคลื่อนย้ายอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

3)            ช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ (Post-Event) เป็นกระบวนการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือทางกายภาพ การเงิน และการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจ ให้กลับสู่สภาพปกติเป็นลำดับต้นๆ

ความไม่สมดุลของโลก (Global Imbalance) ก่อให้เกิดภัยคุกคามและภัยพิบัติต่างๆมากมาย นำมาสู่

สภาวะที่ไร้เสถียร (Instability) ภาวะที่ไม่ยั่งยืน (Unsustainability) และนำมาสู่ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงปลอดภัย (Insecurity) เราจึงอยู่ในโลกที่มิได้มีแต่เรื่องของรํฐภิวัตน์ (Globalization of Nation-State) บรรษัทภิวัตน์(Globalization of Companies) และประชาภิวัฒน์ (Globalization of People) อย่างที่ Thomas Friedman เขียนไว้ในหนังสือ The World  is Flat เพราะนั่นเป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญ ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ พวกเรากำลังเผชิญกับโลกกาภิวัตน์ของภัยคุกคามและความเสี่ยง (Globalization of Threats & Risks)

 

ภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 อย่างสิ้นเชิงภัย คุกคามและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรม และสงคราม ถูกแทนที่ด้วยคุกคามและความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อน จากการก่อการร้าย จากวิกฤตเศรษฐกิจ และจากโรคระบาด ในขณะที่ภัยพิบัติตามธรรมชาติก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องเผชิญอยู่อย่างต่อเนื่อง (ดูรูปที่ 1)

 

รูปที่ 1: วิวัตน์ของภัยคุกคามและความเสี่ยง

 

เท่าที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการเผชิญกับ Extreme Environment ต่างๆอยู่ไม่น้อย และเป็น Extreme Environment ในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเงินเอเชีย หรือที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 การเกิดภัยพิบัติจากพายุเกย์ พัดถล่มที่จังหวัดชุมพร การเกิดดินถล่มที่จังหวัดน่าน การเกิดภัยพิบัติสึนามิ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2004 การระบาดของไข้หวัดนก SARs ตลอดจนไข้หวัดใหญ่ 2009 การจับผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงกลุ่มเจไอได้ที่อยุทธยา หรือ การจับตัวพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ชาวรัสเซีย วิเตอร์ บูท ขณะที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ คำถามคือ ประเทศไทยมีนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับ Extreme Environment ในลักษณะที่เป็น Proactive ที่ชัดเจนและสามารถปฎิบัติได้มากน้อยเพียงใด มีใครเป็นเจ้าภาพหลัก มีใครบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะขององค์กรเครือข่าย มีการพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายและเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับแล้วหรือยัง คำตอบคือ…….. 

 

ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า “ ทุนนิยม”  และ “กระแสโลกาภิวัตน์”  เป็น The Winner of the 20th Century ทั้งนี้เพราะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คือจากปี 1980 ถึงปัจจุบัน Global GDP มีการขยายตัวประมาณสี่เท่าตัว การค้าโลกเติบโตมากกว่า 6 เท่าตัว ในขณะที่ Stock ของการลงทุนระหว่างประเทศขยายมากกว่า 20 เท่าตัว Portfolio Capital Flows ก็เช่นกัน  มีการขยายตัวมากกว่า 10 เท่าในช่วงเดียวกัน   Global Financial Assets เติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 4 เท่าของ Global GDP

ในปัจจุบัน บรรษัทข้ามชาติมีมากกว่า 80,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2000 ในปี 2007 มูลค่าการซื้อและควบรวมกิจการระหว่างประเทศ  (Cross-Border M&A) สูงขึ้นถึง $1.8 trillion ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า  21 % เมื่อเทียบกับปี 2000   มิเพียงเท่านั้น ทุนนิยม และ กระแสโลกาภิวัตน์ มีส่วนผลักดันให้อัตราส่วน Merchandise Trade (วัดจากมูลค่านำเข้าและส่งออก) ต่อ World GDP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย จาก 2 %ในปี 1800 เป็น 22 %ในปี  1913 และเป็น  20 % ในปี 1950 และปรับไปสู่ระดับที่มากกว่า  60 %ในปัจจุบัน

                ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 1950-2000 การค้ามีการเติบโตเหนือกว่าการเติบโตของการผลิตในทุกภูมิภาค ส่วนแบ่งของการค้าใน GDP ของหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย จาก 20 % กลายเป็น 100 %ของ GDPในกรณีของญี่ปุ่น จาก 40 % กลายเป็น มากกว่า 80 % ของ GDPในแคนาดา จาก  60 % กลายเป็น 80 % ของ GDPในยุโรปตะวันตก  จาก 35 % กลายเป็น 60 % ของ GDPในลาตินอเมริกา จาก 50 % กลายเป็น 70 %ของ GDPในประเทศกลุ่ม Sub-Saharan Africa และจาก 10 % กลายเป็น 20 %ของ GDP ในสหรัฐอเมริกา

                ส่วนแบ่งของ Inward FDI  ณ ปัจจุบัน คือ 27 % ของ Global GDP หากพิจารณาเป็นเรายภูมิภาค ในยุโรป จะมีส่วนแบ่งของ Inward FDI  มากกว่า 40 % ของ GDP ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา มีส่วนแบ่งของ Inward FDI ประมาณ 30 % ของ GDP และ15 % ของ GDP ในประเทศสหรัฐอเมริกา

กระแสโลกภิวัตน์ท่ามกลางภาวะเสี่ยง

อย่างไรก็ดี เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008  หรือที่เรียกว่า Great Crisis ตัวเลขต่างๆเริ่มปรับทิศทาง  Net private capital flows ที่ไปยังกลุ่มประเทศ  Emerging Markets ตกลงจาก$929 billion ในปี 2007 เหลืออยู่เพียง $667 billion ในปี 2008  โดยกลุ่มประเทศ  Emerging Europe  ถูกผลกระทบมากที่สุด โดยมี Net private capital flows เหลืออยู่เพียง $20 billion ในปี 2009 ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าปี 2008 (ซึ่งอยู่ที่ $267 billion) มากกกว่า 10 เท่าตัว  และต่ำกว่า 20 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2007  (ซึ่งอยู่ที่ $393 billion)

มิเพียงเท่านั้น Great Crisis ยังได้ส่งผลให้การค้าโลกหยุดนิ่งและเริ่มทรุดตัวลงในช่วงหลังของปี 2008 และหดตัวลงประมาณ 12 % ในปี 2009  ในทำนองเดียวกัน Global FDI ได้ลดลงจาก $1.98 trillion ในปี 2007 เป็น $1.7 trillion ในปี 2008 และลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ $1.04 trillion ในปี 2009 โดยผลกระทบสูงสุดตกอยู่ที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยในปี 2009 มี FDI flows ตกลง  41 % จากปี 2008

หากย้อนไปในอดีต เท่าที่ประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ วิกฤตทางการเงินระหว่างประเทศ ได้เกิดขึ้นในปี 1910 คือ Shanghai Rubber Stock Market Crisis ตามมาด้วย The Great Depression ในช่วงปี 1930s หลังจากนั้นมีช่วงทิ้งห่างพอสมควร จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันหรือ Oil Shock ในปี 1973 ตามมาด้วย Latin American Debt Crisis ในช่วงปี 1980s  Black Monday ในปี 1987 US Saving & Loans Crisis ในช่วงปี 1987-1991 Japanese Asset Bubble Collapse ในช่วงปี 1990s จนกระทั่งเกิดเป็น Japan’s Lost Decade ตามมาด้วย Black Wednesday ในยุโรป ในช่วงปี 1992-1993 Mexico Peso Crisis ในช่วงปี 1994-1995 ตามมาด้วย Asian Financial Crisis ซึ่งเริ่มต้นที่ประเทศไทยตามมาด้วยเกาหลีใต้และอินโดเนเซีย หรือที่เรียกกันว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 1997-1998  ตามมาด้วย Russian Default ในปี 1998 Argentina Crisis ในปี 2002  และ Global Financial Crisis หรือ Great Crisis ในปี 2008-2009  และล่าสุด European Sovereign Debt Crisis และ Currency War ในปี 2009 ที่ผ่านมา

วิกฤตทางการเงินโลกดังกล่าวยังสอดแทรกด้วยวิกฤตอื่นๆ อาทิ Dot Com Burst, Real Estate Bubble ในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หรือ Commodity Price Bubble ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นถึงระดับ 140 เหรียญต่อบาเรลและตกลงไปที่ 60 เหรียญต่อบาเรลในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อปี 2008

จึงดูเหมือนว่า จากนี้ไป วิกฤตต่างๆมิเพียงแต่จะมีมากขึ้น ยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบที่หนักหน่วงขึ้น สิ่งที่จะอยู่คู่กับ Globalization of Nation-State, Globalization of Companies และ Globalization of People คือ Globalization of Threats & Risks ซึ่งจะเป็นเงาดำของกระแสโลกาภิวัตน์ จึงอาจกล่าวได้ว่า  Perpetual Crisis จะเป็น The New State of Being อยู่คู่กับประชาคมโลกอีกยาวนาน

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต  

Great Crisis ในปี 2008 ทำให้ช่วงปี 2009-2010 ประเ ทศต่างๆเกือบทุกภูมิภาคง่วนอยู่กับการออกมาตรการ Fiscal Stimulus ต่างๆเพื่อป้องกันหรือเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากมาตรการ Fiscal Stimulus มีประสิทธิภาพจริง ปี 2011 น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเริ่มฟื้นตัว เกิดการลงทุนและมีการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่าเกิด Uneven Economic Discovery ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies กล่าวคือ กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ Emerging Economies โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเซีย มีการฟื้นตัวที่รวดเร็วและกลับมามีการเติบโตที่เข้าสู่ระดับปกติ (ดูตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1: GDP Growth 2009-2012

ณ ขณะนี้ Advanced Economies ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการด้วยกัน คือ  Deflation, Deleveraging และ Debt  หรือ 3Ds อย่างเรื่องหนี้สาธารณะนั้น ถือเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก Government Gross Debt คิดเป็น % GDP ของประเทศในกลุ่มมีมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างมีนัย ตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาเพียง 5 ปี คือจากปี 2007-2011 Government Gross Debt ของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก  62 % GDP เป็น 99% GDP ญี่ปุ่นจาก 188 % GDP เป็น 234% GDP สหราชอาณาจักร จาก  44 % GDP เป็น 82% GDP และกรีซจาก 96% GDP เป็น 139% GDP

ในทางตรงกันข้าม ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Emerging Economies กลับมีแนวโน้มของ Government Gross Debt คิดเป็น % GDP ที่คงตัว อย่างเช่น Government Gross Debt ของบราซิล ขยับจาก 65% GDP มาเป็น 67% GDP จีนจาก 20% GDP  มาเป็น 19% GDP และอินเดียจาก 73% GDP มาเป็น 71% GDP

 

ตารางที่ 2: Government Gross Debt

ในขณะที่ Advanced Economies กำลังเผชิญอยู่กับภาวะ 3 Ds Emerging Economies กลับเผชิญกับสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ Inflation, Asset Price และ Job/Wage ที่เพิ่มขึ้น  ณ ขณะนี้ เงินเฟ้อจะเป็นประเด็นท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2011-2012 ประเทศในกลุ่มอาเซียน จะมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 3-6 %  จีนจะอยู่ที่ระดับ 3% ในขณะที่อินเดียจะอยู่ที่ระดับ 5.8% ซึ่งตรงข้ามกับ Advanced Economies ที่จะมีอัตราเงินเฟ้อติดลบใกล้ศูนย์ไปจนถึง 2%  (ดูตารางที่ 3)        

 

ตารางที่ 3: Inflation 2009-2012

Uneven Economic Recovery ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Growth Divergence พร้อมๆกับ Income Convergence ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายๆประเทศในกลุ่ม Advanced Economies กำลังเผชิญกับทางสองแพร่ง ระหว่างการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง  (Austerity) โดยการจัดเก็บรายได้ด้วยการเพิ่มอัตราภาษี พร้อมๆกับการลดงบประมาณการใช้จ่ายลง เพื่อลดภาระหนี้ กับ  การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งหมายถึงการลดอัตราภาษีพร้อมๆกับการเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการบริโภค  มิเพียงเท่านั้น หลายๆประเทศในกลุ่ม Advanced Economies ยังต้องปรับเปลี่ยน Micro Foundation ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสถาบันการเงิน

ปรากฎการณ์ที่เกิดควบคู่กับ Growth Divergence, Income Convergence คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการค้าโลก หากใช้ปี 2000 เป็นปีฐานเทียบเท่ากับ 100 จะพบว่า การค้าระหว่างในรูปแบบของการส่งออกและนำเข้าของกลุ่ม Advanced Economies มีอัตราเติบโตในลักษณะที่ชะลอตัว ในทางตรงข้าม การค้าในรูปแบบของการส่งออกและนำเข้าของกลุ่ม Emerging Economies มีการเติบโตในอัตราเร่ง (ดูรูปที่ 1) อย่างเห็นได้ชัด

 

รูปที่ 1:โครงสร้างการค้าโลก 1995-2010

เศรษฐกิจโลกในทศวรรษจากนี้ไป

ในกระแสโลกภิวัตน์ท่ามกลางภาวะเสี่ยง คำถามคืออะไรคือ  Critical Issues ใน New Age of Global Capitalism ประเด็นของเศรษฐกิจโลกที่น่าติดตามในทศวรรษจากนี้ไป ประกอบด้วย

1)               American Century Vs. Asian Century

2)               Old Emerging Economies Vs. New Emerging Economies

3)               Market Capitalism Vs. State Capitalism

4)               Globalism Vs. Regionalism

1)           American Century Vs. Asian Century

เศรษฐกิจโลกกำลังค่อยๆปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จาก American Century สู่ Asian Century การกลับมาทะยานอีกครั้งหนึ่งของเอเซีย จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอารยธรรมโลก  รอยปริของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่แตกต่างและไม่ลงตัวจะมีมากขึ้น และมีแนวโน้มที่หนักหน่วงขึ้น

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่า  แม้จะอยู่ในช่วงขาลง แต่ขนาดเศรษฐกิจอเมริกาปัจจุบันก็ใหญ่เป็น 3.3 เท่าของเศรษฐกิจจีน หากจีนจะทะยานขึ้นเทียบเคียงกับสหรัฐ จำเป็นจะต้องรักษาระดับของการเติบโตในอัตราที่สูงเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ทศวรรษ จึงจะปิดช่วงห่างนี้ได้ มิเพียงเท่านั้น  การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะคงความยิ่งใหญ่ ดำรงความเป็นมหาอำนาจได้  ประเทศนั้นจะต้องมี Good Law และ Good Arms ไปพร้อมๆกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ นั่นหมายความว่า หากจีนต้องการทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก จะต้องมีทั้งสององค์ประกอบนี้ ซึ่งหมายถึงการยกเครื่อง Institutional และ Regulatory Framework กันขนานใหญ่ พร้อมๆกับการ Modernize กองทัพประชาชนจีนให้แข็งแกร่ง และเป็นกองทัพที่ทรงประสิทธิภาพเทียบชั้นกองทัพอเมริกา   

ดังนั้น อาจเป็นการเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปลงไปว่า ในช่วงทศวรรษข้างหน้า จะเป็นการปรับเปลี่ยนจาก American Century สู่ Asian Century อย่างแท้จริง เพราะสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษจากนี้ไป ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โอกาสน่าจะเป็นเพียงการลดทอนอิทธิพลและบทบาทของสหรัฐอเมริกา จากการเป็น Uni-Polar Superpower ในประชาคมโลก มาเป็น Multipolar Superpowers ซึ่งมีประเทศผู้เล่นที่มีบทบาทมากรายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี จะไม่ใช่  Multipolar Superpowers ที่แต่ละประเทศมีอิทธิพลหรือมีสิทธิมีเสียงเท่าๆกัน   แต่จะเป็น Multipolar Superpowers ที่สหรัฐอเมริกายังจะมีอิทธิพลและบทบาทเหนือประเทศอื่นๆ ในรูปแบบของ “First Among Equal”  

2)           Old Emerging Economies Vs. New Emerging Economies

ประเทศที่สามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาใหม่ จากกระแสโลกาภิวัตน์ หรือที่ Fareed Zakaria เรียกว่า The Rise of the Rest  จะมีอัตราการเติบโตที่สูงในทศวรรษนี้  ในทศวรรษที่ผ่านมา เราพูดถึงการทะยานขึ้นมาของ Emerging Economies อย่าง BRICs นั่นคือ Brazil, Russia, India และChina ในทศวรรษนี้  Emerging Economies จะกินส่วนแบ่งไม่น้อยกว่า 50 % ของ Global Growth ประเทศในกลุ่มนี้ จะมีคนชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อ มากกว่า 700 ล้านคน และที่สำคัญ จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีพลวัต  นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะถูกผลักดันออกมาจาก Emerging Economies ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น

นอกเหนือจากกลุ่ม BRIC ที่จะทะยานอย่างต่อเนื่อง ในทศวรรษที่จะถึงนี้ ให้เฝ้าจับตาการทะยานขึ้นมาของกลุ่มที่เรียกว่า New Emerging Economies หรือที่บางท่านเรียกว่า Emerging Emerging Economies กลุ่มนี้กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ อย่าง ตุรกี อิหร่าน และซาอุดิอารเบีย ในตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ในแอฟริกา อาเจนตินา ชิลี เม็กซิโกในลาตินอเมริกา หรืออินโดเนเซีย ซึ่งถูกจัดว่าเป็น The Emerging Market Star ของปี 2011

ตุรกี เป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีพลวัตสูงสุดประเทศหนึ่งในโลก ในขณะที่ซาอุดิ อารเบียเริ่มที่จะผ่อนคลาย กฏระเบียบในการทำธุรกิจและการลงทุนในประเทศ หลายคนเริ่มพูดถึงเม็กซิโกในเรื่องของบรรษัทที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก และการมีคนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น หรืออินโดเนเซียเอง ก็มีเสน่ห์ในสามเรื่องใหญ่ๆ คือการมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ การขายาตัวของคนชนชั้นกลาง และการเริ่มมีธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มประเทศยากจนและมีความเสี่ยงสูง อย่าง เวียดนาม ศรีลังกา ปากีสถาน บังคลาเทศ ในเอเซีย และไนจีเรีย เคนยา รันดาใน Sub-Saharan แอฟริกา  ก็กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเอง อย่างไนจีเรีย ซึ่งมีแหล่งน้ำมันสำรองอันดับสิบของโลก เริ่มมีเสถียรภาพทางด้านการเมือง ธนาคารโลกได้จัดอันดับให้ ราวันดาเป็นแชมป์ของ Pro-Business Reformer  ในปี 2010 หรืออย่างเวียดนาม ที่มี Literacy Rate มากกว่า 90% และมีประชากรกว่า 1 ล้านคนต่อปีเข้ามาในตลาดแรงงาน

หาก Emerging Economies อย่าง BRICs เป็นคลื่นลูกที่หนึ่ง Emerging Emerging Economies จะเป็นคลื่นลูกที่สองที่จะเริ่มมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลกในทศวรรษที่จะมาถึงนี้

3)           Market Capitalism Vs. State Capitalism

ผลกระทบของ Great Crisis ที่ยืดเยื้อ จวบจนถึงปัจจุบัน โอกาสที่จะใช้องค์การการค้าโลก หรือ WTO เป็นตัวกลางในการทำให้เกิด One World, One Trading System ในทศวรรษจากนี้ไปคงเป็นไปได้ยาก ในทางตรงข้าม โอกาสที่จะเกิด Economic Nationalism ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตะวันตก จะมีอยู่สูง  อย่างในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีนโยบายที่จะลดการนำเข้า ด้วยการผลักดันให้เกิด “Reindustrialization” ขึ้นในประเทศ จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตจากประเทศต่างๆ ผ่าน Outsourcing หรือ Offshoring หลายประเทศในโลกตะวันตกเริ่มหวาดวิตกการซื้อหรือเข้าควบกิจการทั้งจากรัฐหรือเอกชนในต่างประเทศ  ด้วยการออกมาตรการต่างๆกีดกัน รวมถึงการที่รัฐเองเข้าไปประคองสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ กระแสว่าด้วย Deregulation และ Privatization ตามฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) กำลังถูกแทนที่ด้วย Reregulation และ Nationalization แทน จึงอาจกล่าวได้ว่า State Capitalism เป็นกระแสที่เกิดขึ้นหลัง Great Crisis ซึ่งมีโอกาสเกิดทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน) และประเทศที่พัฒนาแล้วที่ชูธงของ Market Capitalism เดิมอย่างสหรัฐอเมริกา

State Capitalism ในรูปแบบใหม่จะมุ่งผลประโยชน์ของชาติในปริมณฑลที่กว้างขึ้น ครอบคลุม Agenda สำคัญๆ อาทิ เรื่อง Food & Fuel Security  ที่หลายประเทศเริ่มผลักดัน Offshore Farming อย่างจีนได้ขยายการลงทุนในลาตินอเมริกาและแอฟริกา ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบทางด้านอาหารและพลังงานในเชิงความมั่นคง แต่ยังมองถึงศักยภาพในการทำกำไรระยะยาวในเชิงธุรกิจ จาก Global Middle Class ที่เพิ่มขึ้น  จีนได้กว้านซื้อพื้นที่ขนาดใหญ่ทั่วแอฟริกาในการผลิตอาหารและพลังงานทดแทน อินเดียก็เช่นเดียวกัน ธุรกิจในอินเดียร่วมทุนกันในลักษณะ Consortium เพื่อเข้าไปลงทุนใน Corporate Farming ของพืชน้ำมัน ในลาตินอเมริกา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุรุกวัยและปารักกวัย ) หรืออย่างรัฐบาลของประเทศในตะวันออกกลางและเอเซียที่ร่ำรวย อย่างสิงคโปร์ ไต้หวันหรือเกาหลีใต้ ได้เริ่มทะยอยซื้อเก็บ Arable Farmland ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของ Global Middle Class ความไม่สมดุลของประชากรในภูมิภาคต่างๆ ประกอบกับการต้องเผชิญภาวะโลกร้อน ทำให้ระดับราคาสินค้า Commodity โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดอาหาร พลังงาน วัตถุดิบต่างๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในหมวดอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ (ดูรูปที่ 2) ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดวิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน หรือการเพิ่มขึ้นของระดับราคาวัตถุดิบต่างๆ  จะมีอยู่สูงในทศวรรษข้างหน้านี้

 

รูปที่ 2: World Price Index

Globalism Vs. Regionalism   

การทะยานขึ้นของทั้ง Old Emerging Economies และ New Emerging Economies ก่อให้เกิด Global Pluralism ประเทศ Emerging Economies เหล่านี้  มีความมุ่งมั่น นโยบาย ยุทธศาสตร์และวาระแห่งชาติที่เป็นของตัวเอง จะมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ได้คล้อยตามโลกตะวันตกแบบเดิมๆ เสมอไป ทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดการบูรณการในเศรษฐกิจโลก (Global Economic Integration) ตามความคิดแบบตะวันตก เป็นไปด้วยความลำบาก  มิเพียงเท่านั้นโอกาสที่จะร่วมมือร่วมใจกันในการจัดการกับ Global Issues อย่างประเด็นโลกร้อน ขบวนการการก่อการร้ายข้ามชาติ  การแพร่ระบาดของอาวุธนิวเคลียร์ หรือการระบาดของโรค จะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   เมื่อหัวเรือใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความร่วมมือกันในประชาคมโลกจึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง จาก Multilateralism มาสู่ Plurilateralism มากขึ้น โดยเป็นการร่วมมือกันเองระหว่างประเทศในกลุ่มต่างๆ  กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก คือ กลุ่ม G20 ซึ่ง ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีอินโดเนเซียเพียงประเทศเดียวที่อยู่ในกลุ่ม G20 นี้ กลุ่มที่น่าสนใจนอกจาก BRIC แล้วคือกลุ่ม BASICs ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศจีน อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ หรือกลุ่ม  IBSA ซึ่งมี อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ หรือกลุ่ม Shanghai Co-operation Organization เป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกของ CIS (Kazakhstan, Kyrgyzstan, Tajikistan, Uzbekistan และ Russia) บวกกับจีน (ดูรูปที่ 3)

 

รูปที่ 3: Plurilateralism

ประเทศไทยเองได้ยึดยุทธศาสตร์ว่าด้วย Asean Centrality อย่างมั่นคงโดยหวังว่า เมื่อเกิด Asean Economic Community หรือ AEC จะทำให้เกิด Single Market ที่มีขนาดประชากร 585 ล้านคน (คิดเป็น 9 % World Population)  และมี GDP รวม 1,275 bil US$  (คิดเป็น 2 % World GDP) และเมื่อขยายตัวออกไปเป็น ASEAN+3 ซึ่งมีจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาร่วม จะทำให้มีขนาดประชากร 2,068 Mil  (31% World Population) และมี GDP รวม 9,901 bil US$ (18 % World GDP) และหากขยายวงออกไปอีกเป็น ASEAN + 6 โดยรวมอินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เข้าไปด้วย จะทำให้มีขนาดประชากรเพิ่มขึ้นเป็น  3,284 mil  (50% World Population) และมี GDP รวม 12,250 bil US$  (22% World GDP)

อย่างไรก็ดี การรวมตัวของกลุ่ม ASEAN +X ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง ผิดกับ European Union ความมุ่งมั่น ความจริงใจที่จะร่วมมือกันภายในกลุ่ม ASEAN ยังอยู่ในระดับต่ำทั้งในภาครัฐและเอกชน มิเพียงเท่านั้น สินค้าต่างๆที่ส่งออก ของประเทศสมาชิก มีลักษณะที่ Supplement กันมากกว่าที่จะ Complement นั่นหมายความว่า มีแน้วโน้มที่จะแข่งขันกันเองสูง เพราะเป็น Commodity Goods เหมือนๆกัน  (ดูตารางที่ 4 ประกอบ) ผิดกับการค้าของกลุ่ม EU ซึ่งจะมี Differentiation ในกลุ่มสินค้าเดียวกัน การแข่งขันระหว่างกันเองจึงมีอยู่ค่อนข้างต่ำ

 

ตารางที่ 4: สินค้าของอาเซียนแข่งขันกันเองในระดับที่สูง

ปัญหาของ ASEAN อีกประการหนึ่งมาจากประเทศที่เป็นพันธมิตร มีความขัดแย้งกันเอง อย่างกรณีของจีนกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่ง จีนกับอินเดียเอง ยกตัวอย่างเช่น จีนพยายามผลักดัน ASEAN +3 เพราะตัวเองจะได้มีอิทธิพล ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องการที่จะผลักดัน ASEAN + 6 เพราะจะได้ใช้ประเทศอื่นในการคานอำนาจกับจีน

ในทศวรรษจากนี้ไป ซึ่งที่จะต้องเฝ้าจับตาดูคือ  การก่อตัวขึ้นของ Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีประเทศในอาเซียนสองประเทศคือ สิงคโปร์และบูรไน กับนิวซีแลนดืและชิลี เป็นประเทศผู้ริเริ่ม ตามมาด้วยประเทศอาเซียนอีกสองประเทศ คือ มาเลเซีย และเวียดนาม ออสเตรเลีย เปรู และสหรัฐเมริกาเข้าร่วมกลายเป็น 9 ประเทศในปัจจุบัน และกำลังจะมีอีกหนึ่งประเทศในอาเซียน คืออินโดเนเซีย  ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และเม็กซิโก เข้าร่วมสมทบในเร็วๆนี้ โดยกลุ่ม TPP มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอย่างเต็มที่ และดูเหมือนจะมีวาระซ่อนเร้นเพื่อคานอำนาจทางเศรษฐกิจกับจีน

ในขณะที่ ASEAN ยังมีความคืบหน้าไม่ไปถึงไหน โอกาสที่จะเห็น AEC เต็มรูปแบบในอีก 4 ปีข้างหน้าคงเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญ มีสมาชิกของ ASEAN ทยอยไปร่วมกับ TPP ปล่อยให้ไทยตกกระบวนรถไฟเที่ยวสำคัญ    ประเด็นสำหรับประเทศไทยก็คือ เราจะมีนโยบายและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนอย่างไร เพื่อรองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในทศวรรษหน้านี้

คำถามคือ ประเทศไทยมีนโยบายและยุทธศาสตรการค้าและการลงทุนที่มีความแหลมคม ชาญฉลาดพอที่จะรับมือกับการแข่งขัน และพลวัตการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจในทศวรราจากนี้ไปหรือไม่  คำตอบคือ………..

 

ทุนนิยมที่ยั่งยืน ประชาธิปไตยที่แท้จริง

คุณค่าสำคัญที่ขับเคลื่อนระบอบทุนนิยม 2.0 คือ “อัตตานิยม” (Self Centered Value) เพื่อตอบโจทย์

โลกของการพึ่งพิง  อย่างไรก็ดี ค่านิยมดังกล่าว ดูจะไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่โลกของความเป็นอิสระ และโลกที่อิงอาศัย มากขึ้น การอยู่ในโลกใหม่อย่างเป็นปกติสุข จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน Mindset และ Skill-set  โดยการปลูกฝัง 2 คุณค่าสำคัญ คือ

 

1)            ค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ (Self Expression Value) เพื่อตอบโจทย์การอยู่ในโลกของความเป็นอิสระ

2)            ค่านิยมจิตสาธารณะ (Communal Value) เพื่อตอบโจทย์การอยู่ในโลกที่อิงอาศัยร่วมกับผู้อื่น

 

ค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ขับเคลื่อนโดยความรู้ ที่สะท้อนผ่าน Knowing, Thinking, Experiencing และ

Serving ขณะที่ค่านิยมจิตสาธารณะขับเคลื่อนด้วยคุณธรรม ที่สะท้อนผ่าน Trusting, Caring, Sharing และ Collaborating (ดูรูปที่ 4)

 

รูปที่ 4: Self Expression Value และ Communal Value

 

Knowing, Thinking, Experiencing และ Serving ในค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิด

พลวัตใน Entrepreneurial Economy ส่วน Trusting, Caring, Sharing และ Collaborating ในค่านิยมจิตสาธารณะเป็นพลังขับในการขับเคลื่อนให้เกิด Care & Share Society  อย่างที่ทราบกันดี Entrepreneurial Economy เป็นหัวใจสำคัญของระบอบทุนนิยม ในขณะที่ Care & Share Society เป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่มีส่วนผสมของ Entrepreneurial Economy และ Care & Share Society อย่างลงตัวเท่านั้น จึงจะเป็นหลักประกันของการเกิด “ทุนนิยมที่ยั่งยืน” (Sustainable Capitalism)(ดูรูปที่ 5)

 

รูปที่ 5: วงจรการเกิดทุนนิยมที่ยั่งยืน

มิเพียงเท่านั้น  ค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ยังสร้างเสริมพื้นที่ส่วนบุคคล (Individual’s Private Space) ผ่านการตระหนักถึง Private Rights, Choices & Freedom, Autonomy & Empowerment และ Intellectual Independence ในขณะที่ค่านิยมจิตสาธารณะจะสร้างเสริมพื้นที่สาธารณะ (Individual’s Public Space) ผ่านการมี Tolerance และการรู้จัก Sacrifices การมี Social Responsibility &  Political Accountability, Active Participation & Commitment  ตลอดจนถึง Open Collaboration (ดูตารางที่ 3)

 

 

 

ตารางที่ 3: องค์ประกอบของค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ และ ค่านิยมจิตสาธารณะ ในบริบททางการเมือง

 

 

 
 
โครงสร้างการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีพื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่สาธารณะที่เพียงพอ  และมีส่วนผสมของทั้งสองพื้นที่อย่างลงตัวเท่านั้น ที่จะเป็นหลักประกันของการเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง (Authentic Democracy) อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การที่ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้นั้น ประชาชนจะต้องมีความเป็นอิสระ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีจิตสาธารณะควบคู่กันไปด้วย (ดูรูปที่ 6)

 

 

รูปที่ 6: วงจรการเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง

 

ด้วยการบ่มเพาะให้ประชาชนมีค่านิยมปัจเจกนิทัศน์ และ ค่านิยมจิตสาธารณะเท่านั้น ที่จะทำให้ “ทุนนิยมที่ยั่งยืน” เกิดขึ้นพร้อมๆกับ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ได้  อาจกล่าวได้ว่า “ทุนนิยมที่ยั่งยืน” และ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” เพียงเสมือนอยู่คนละด้านของเหรียญเดียวกัน

 

เหมือนดั่งที่ในหลวงท่านเคยตรัสไว้ว่า “ถ้าแก้ไขความยากจนไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่เป็นอิสระ เมื่อไม่อิสระ ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะไม่บังเกิดขึ้น”