โลกสองขั้วใหม่:

จีนกับสหรัฐอเมริกาในโลกหลังทุนนิยมเสรี 

 

พลวัตในกระแสโลกาภิวัตน์ ได้ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ความมั่งคั่งได้มีการกระจายตัวออกจากกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เรียกว่ากลุ่ม Triad  เดิม (อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) เกิดการทะยานขึ้นของ The Rise of the Rest อย่างไรก็ดี The Rise of the Rest  ที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ มีการเติบโตในอัตราที่แตกต่างกัน The Rise of Asia มีความโดดเด่นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ The Rest of the World  และประเทศในกลุ่ม The Rise of Asia ด้วยกันเอง ก็มีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน จนสามารถแยก Chindia (เป็นคำเรียก China+ India) ออกจาก The Rest of Asia (ดูรูปที่ 1)

 


รูปที่ 1: พลวัตการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างภูมิเศรษฐกิจโลก

 

หากย้อนหลังกลับไปในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา คือประมาณปี 1980 ความมั่งคั่ง ของโลกกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม G7 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในทศวรรษ 2000 ความมั่งคั่งได้เริ่มมีการกระจายตัวครอบคลุมประเทศกลุ่ม BRIC อันประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน (ดูรูปที่ 2)

 

 

 

รูปที่ 2: เศรษฐกิจโลกในปี 2007

 

ประมาณหนึ่งทศวรรษผ่านไป คือ ปี 2010 นี้เอง จีนได้เริ่มแซงหน้าญี่ปุ่น โดยมีขนาดของ GDP เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แทนที่ญี่ปุ่น โดยมี GDP อยู่ที่ 5.4 trillion $US ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 5.3 Trillion $US และ 15 Trillion $US ตามลำดับ 

ประมาณกันว่าในปี 2050 หรืออีก 4 ทศวรรษข้างหน้าจีนและอินเดียจะมีขนาด เศรษฐกิจรวมกันกว่า 50% ของ Global GDP ซึ่งจะเท่ากับสัดส่วน Global GDP ของกลุ่ม G7 ในปัจจุบัน ในขณะที่กลุ่ม G7 เองจะถดถอยลงเรื่อยๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจเหลือเพียง 25% ของ Global GDP ในปี 2050  (ดูรูปที่ 3)

  

 

รูปที่ 3: เศรษฐกิจโลกในปี 2050

 

ดูอย่างญี่ปุ่นเองยังตระหนักถึงผลที่จะเกิดจากการผลัดเปลี่ยนจาก American Century มาสู่ Asian Century ดังจะเห็นได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นาย Katsuya Okada ได้กล่าวว่า “From now onwards, this will be the age of Asiaโดยญี่ปุ่นมีความตั้งใจ ที่จะปรับความสัมพันธ์กับจีนให้มีความกระชับมากขึ้น พร้อมๆกับ การค่อยๆคลายตัวออกจาก “Special Relationship” ที่มีกับสหรัฐอเมริกา ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 

 

การเกิดขึ้นของ The New Bi-Polar World

 

หากโลกในมิติทางภูมิเศรษฐศาสตร์ กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจากศตวรรษแห่งอเมริกา (American Century) สู่ ศตวรรษแห่งเอเซีย (Asian Century)  ควบคู่กันไปนั้น โลกในมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจาก ศตวรรษแห่งการต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Century of Ideology) สู่ ศตวรรษแห่งการค้นหาตัวตน (Century of Identity) การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของประเทศต่างๆในศตวรรษนี้ จะไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์ กับลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย เหมือนในศตวรรษก่อนหน้า แต่จะเป็นการต่อสู้ด้วยอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ และจุดเด่นของประเทศหรือกลุ่มประเทศนั้นๆ

  

นักรัฐศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เชื่อว่า กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “โลกสองขั้ว” (Bipolar World) เดิม ที่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองกลุ่มประเทศที่มีอุดมการณ์ต่างกัน คือ ระหว่างทุนนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียตในอดีต ในยุคสงครามเย็น  โลกกำลังผันตัวเองไปสู่ “โลกหลายขั้ว” (Multi-polar World) ที่บทบาททางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้า จะไม่ตกอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการร่วมกันกำหนดจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศสมาชิกในกลุ่ม G-20 ซึ่งมีประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีน อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย เม็กซิโก ตุรกี ซาอุดิอารเบีย และอินโดเนเซีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า โครงสร้างทางการเมืองโลกยังจะเป็น “โลกสองขั้ว” (Bi-Polar World) แต่จะเป็น “โลกสองขั้วใหม่” (New Bi-Polar World) ที่เรียกว่า G2 ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เป็นสองมหาอำนาจที่มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในหลายมิติ

 

การแข่งขันบนโมเดลทุนนิยมที่แตกต่าง

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ จะเป็นการต่อสู้ภายใต้ระบอบทุนนิยมเดียวกัน คือ ระบอบทุนนิยมโลก (Global Capitalism)  แต่จะแข่งขันด้วยโมเดลที่แตกต่างกัน ระหว่าง Market Capitalism Model ตามแบบฉบับของอเมริกา กับ State Capitalism  Model ตามแบบฉบับของจีน

 

หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก สถานภาพทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่สหรัฐอเมริกา (รวมถึงยุโรปตะวันตก และ ญี่ปุ่น) ตกอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ จีนกลับอยู่ในสถานะที่แข็งแรง โดยมีอัตราการฟื้นตัวจากวิกฤตที่เร็วมาก อาจกล่าวได้ว่า จีนเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถรักษาโมเมนตัมเพื่อไปสู่ Long-term Growth Potential ของตนเองได้

 

หลังเกิดวิกฤต รัฐบาลในหลายประเทศใช้ Expansionary Policy แต่จีนอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ เพราะดำเนินการในขณะที่มี Current Account เป็นบวก อีกทั้ง Fiscal Sustainability ของจีนยังอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยมีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 3-4% ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องหาเม็ดเงินจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นไม่ให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งมีภาระต้องเข้าไปโอบอุ้มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภาคการเงินและภาคการผลิต หลังวิกฤตจึงต้องผลักดันมาตรการลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มอัตราภาษี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในระดับจุลภาค ธนาคารพาณิชย์และกลไกทางการเงินอื่นๆของจีนไม่ได้ถูกผลกระทบจากวิกฤต สถาบันเหล่านี้มีหนี้สินอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงยังมีขีดความสามารถในการปล่อยกู้ให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุนอีกมากมาย ตรงข้ามกับเศรษฐกิจในโลกตะวันตก ซึ่งสินเชื่อผู้บริโภคมีการหดตัวอย่างรุนแรง เพราะธนาคารต่างๆต้องรักษา Capital Adequacy Ratio ของตน อีกทั้งถูกบังคับให้ใช้มาตรการ Deleveraging  ต่างๆมากมาย

 

ที่น่าเฝ้าจับตามอง คือ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ Sovereign Wealth Fund ของจีนที่มีขนาดใหญ่มหาศาล กำลังมีบทบาทอย่างมากในการซื้อขายหรือเข้าควบรวมกิจการในเซกเตอร์สำคัญๆ ในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาระยะสั้น และอาจส่งผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในมิติความมั่งคั่งและความมั่นคงต่อประเทศต่างๆเหล่านี้ในระยะยาว

 

วาระของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤต (Post-Economic Crisis Global Agenda) จึงอยู่ในทิศทางที่คล้อยตาม “ฉันทามติปักกิ่ง” (Beijing Consensus) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดของภูมิปัญญาตะวันออก ภายใต้ Authoritarian Government และ State Capitalism เริ่มเบี่ยงเบนออกจากทิศทางของ “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของภูมิปัญญาตะวันตก ภายใต้ Democratic Government และ Market Capitalism อีกต่อไป ระบบการค้าโลกมีการเปลี่ยนทิศทางจาก North-South Trade เดิม มาสู่ East-West Trade ที่มากขึ้น

 

การดำเนิน External Strategy ในแบบฉบับของ “China Diplomacy”

 

การดำเนิน External Strategy ของจีน มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเป้าหมายระยะยาวของประเทศ ว่าด้วย “The attainment of a strong, modern, and prosperous China” โดยวางเป้าหมายให้จีนเป็น Moderately Developed Country ภายในปี 2050

 

จีนยังยึดเป้าหมายระยะยาวของประเทศดังกล่าวต่อเนื่องมา อย่างน้อยกว่าสามทศวรรษแล้ว  สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือ External Strategy เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์ กระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึง Internationalization ของระบบเศรษฐกิจจีน มิเพียงเท่านั้น External Strategy ของจีนมิได้จำกัดแต่ในเรื่องของ Global Economic Interests เท่านั้น แต่ยังขยายครอบคลุมไปถึง Global Political Interests และ Global Security Interests  อีกด้วย

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การฑูตจีนมีลักษณะเด่นอยู่ 2 ประการ คือ Relatively Proactive กับ Increasingly Flexible

 

ในมิติของ Proactiveness การฑูตจีนจะไม่ “React” กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่มีความมุ่งมั่นในการ “Shape” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมภายนอก ตามทิศทางที่ตนเองต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Regional Environment  ดังจะเห็นการที่จีนมีบทบาทนำในการก่อตั้ง Ba’ao Forum  ในปี 2001  พร้อมๆกับเป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยน “Shanghai Five” ให้กลายเป็น Shanghai Cooperation Organization (SCO)[1] ในปีเดียวกัน จีนยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้เกิดการประชุม Six Party Talks (อันประกอบด้วยเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รัสเซียและจีน เพื่อถกกันในประเด็นของขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ) ในปี 2003  และเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อๆมา นอกเหนือจากการผลักดันผ่าน Regional หรือ Bilateral Arrangements แล้ว ในบางประเด็นสำคัญ จีนยังมีการดำเนินการแบบ Unilateral Arrangement อีกด้วย  อาทิ การตีความ The United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นต้น

 

ในมิติของ Flexibility นั้น การดำเนินการทางการฑูตของจีนมีลักษณะที่เป็น Strategic Pragmatism มากขึ้น แต่เดิมมา ยุทธศาสตร์การฑูตของจีนจะต้องอยู่บน Traditional Three-Pillars Framework ที่ประกอบไปด้วย 1) “Great Power Relations”; 2) “Relations with Neighboring Countries”; และ 3) “Developing Countries” ในปัจจุบัน จีนได้เข้ามามีบทบาทและมีปฏิสัมพันธ์ใน Multilateral Diplomacy มากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่นองค์การการค้าโลก หรือ WTO)  จีนจึงได้ปรับเปลี่ยนกรอบดังกล่าว โดยเพิ่ม “Multilateral Organizations” เป็น The Fourth Pillar ใน Chinese Diplomacy

 

การสร้างความมั่งคั่งควบคู่ความมั่นคงผ่านการใช้ Soft Power

 

จีนเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอเซีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการฑูต ที่ผูกติดอยู่กับการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งในรูปของเงินให้เปล่าและเงินกู้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงในรูปแบบของข้อตกลง การลงทุนร่วมหรือการเข้าควบรวมธุรกิจในเซกเตอร์สำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการพลังงาน  เกษตรและอาหาร ตลอดจนแหล่งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินแร่หายาก (Rare Earth) อย่างลิเธียม ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการทหาร

 

อย่างในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 จีนได้ปล่อยกู้เงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐให้กับผู้ผลิตน้ำมันที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากระดับราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงอย่างมาก เพื่อแลกกับการเข้าถึงแหล่งพลังงาน ในภาวะปกติ จีนได้ปล่อยกู้ในแบบดังกล่าวมานานพอสมควรแล้ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันดีว่า “Loans for Oil Deals”  แต่จังหวะที่เกิดวิกฤตโลกทำให้ขนาด จำนวน และความถี่ของ “Loans for Oil Deals”  จากจีนไปยังผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าวในปี 2009 อยู่ในระดับที่สูงผิดปกติอย่างมีนัย สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการเข้าถึงแหล่งพลังงานของจีนได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น  โดย International Energy Agency ประมาณไว้ว่า จีนจะนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนกว่า 75% ของการบริโภคทั้งหมดในประเทศในปี 2030   จีนจึงมี Long-term Energy Security Framework ที่ชัดเจน ในขณะที่ธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันโดยปกติจะเป็น Short Agreement Periods  พฤติกรรมการซื้อน้ำมันของจีนจะเป็นแบบตรงข้าม คือเป็น Long Agreement Periods ในระยะเวลา 10-20 ปีโดยเฉลี่ยโดยส่วนมาก ยกตัวอย่างเช่น จีนทำสัญญาซื้อขายน้ำมันระยะยาวกับรัสเซีย 20 ปีในการนำส่งน้ำมันจำนวน 300,000 บาเรลต่อวัน หรือ สัญญา 10 ปี กับบราซิลในการนำส่งน้ำมันจำนวน 150,000-200,000 บาเรลต่อวัน เป็นต้น

 

การรุกคืบด้วยการให้เงินช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข การปล่อยสินเชื่อ การลงทุนร่วมหรือ การเข้าควบรวมกิจการดังกล่าว นอกจากจะดำเนินการด้วยเหตุผลทางด้าน Strategic Resource Security แล้ว ยังมีเหตุผลของ Currency Diversification ซ่อนอยู่อีกด้วย เพราะจากการที่จีนมี Currency Surplus มากมาย และเกือบทั้งหมดเป็นเงินสกุลดอลลาร์ที่ถืออยู่ในรูปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระดับที่สูง จากค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง มิเพียงเท่านั้น จีนไม่มั่นใจในความชัดเจนของนโยบายการเงินของรัฐบาลสหรัฐฯในอนาคต ยุทธศาสตร์ Investment Diversification ด้วยการเคลื่อนย้ายจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปสู่การลงทุนเพื่อการเข้าถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว จึงเป็น Strategic Move ที่มีความสมเหตุสมผลในตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศของจีนต่อภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีลักษณะที่จำเพาะแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นไม่น้อย คือมองในเรื่องของยุทธศาสตร์การต่อเชื่อมมากกว่าเรื่องของการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ ณ ขณะนี้ ไม่ค่อยมีใครรู้ข้อมูลเรื่องของการลงทุนในน้ำมันและแกสของจีนในย่านนี้ แต่ที่แน่นอนคือ พื้นที่แถบนี้มีความสำคัญต่อจีนทางด้าน Logistics อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งคมนาคมทางบกและทางน้ำ ในการคมนาคมทางน้ำ ย่านนี้จะเป็น Shipping Lane ที่เชื่อมจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย เพื่อไปสู่แอฟริกาและยุโรป ในการคมนาคมทางบก นอกจากปากีสถาน (ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่ำมาก) ทางออกสู่ทะเลของจีนตอนใต้และตะวันตกอยู่ที่อาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางลงทะเลอันดามันผ่านพม่า หรือเชื่อมต่อสิงคโปร์ผ่านไทย หรือออกสู่ทะเลจีนใต้ผ่านเวียดนาม 

 

อย่างที่ทราบกันดี ในศตวรรษแห่งการค้นหาตัวตน  (Century of Identity) วัฒนธรรมจะถูกใช้เป็นเวทีของการแข่งขันช่วงชิงความหมาย (Culture As Spaces of Contesting Meaning) นอกจากในมิติทางการฑูต การเมืองและเศรษฐกิจแล้ว จีนยังใช้มิติทางวัฒนธรรมในการ Exercise Soft Power ของตนอย่างต่อเนื่อง ดูอย่างพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งที่ 29 ณ กรุงปักกิ่ง  ภายใต้ Theme ว่าด้วย One World One Dream เมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 เวลา 8.08 น. ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของวัฒนธรรมจีน ที่ได้สะสมมาอย่างยาวนานกว่าห้าพันปี พร้อมๆกับการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมในการนำเสนอให้ปรากฏต่อสายตาของชาวโลกอย่างลงตัว จากการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคมาสู่การเป็นเจ้าภาพงาน World Expo ในปี 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงการแผ่อิทธิพลของจีนอย่างต่อเนื่อง มิเพียงเท่านั้น จีนยังมีการจัดตั้ง Confucius Institutes ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็มีกว่า 270 แห่งทั่วโลก

 

การปรับภารกิจกองทัพสู่การปกป้องเครือข่ายผลประโยชน์ของจีนทั่วโลก

 

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ได้ตระหนักถึงข้อจำกัด และความผิดพลาดทางด้านการทหาร ทั้งจากประสบการณ์ของตนเอง และประสบการณ์จากโลกภายนอก ยกตัวอย่างเช่น จีนได้รับบทเรียนจากการทำสงครามเพื่อสั่งสอนกองทัพเวียดนามที่ลางเซิง เพื่อป้องปรามไม่ให้เวียดนามคิดบุกไทย กลายเป็นว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ถูกทางกองทัพเวียดนามสั่งสอนแทน ตลอดจนได้บทเรียนจากหลายกรณีศึกษาในช่วงต่อมา ไม่ว่าจะเป็น Gulf War ที่อิรักบุกคูเวตในช่วงปี 1991 สงครามในโครโซวอ  การขับไล่กองทัพโซเวียตยูเนียนออกจากอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามบุกอิรัก และ Cyber-Attack ในแอสทัวเนียและจอร์เจีย ทำให้จีนตระหนักว่าสงครามในอนาคตเป็นสงครามที่ขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยี” อย่างแท้จริง  PLA จึงมีการทำ Capability Based Assessment ออกมาว่าสงครามในอนาคตจากนี้ไป จะไม่ใช่สงครามขนาดใหญ่ แต่จะเป็นสงครามที่เรียกว่า Local War under Informationalized Condition เป็นสงครามที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจน มีขอบเขตปริมณฑลของการทำสงครามที่แน่นอน แต่ปฎิบัติการในทุก Battle Space Dimensions  จะเป็นสงครามที่ใช้ระยะเวลาที่สั้น แต่เกิดผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งขีดความสามารถของPLA ที่มีอยู่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้

 

PLA จึงได้ดำเนิน Contingency Based Assessment ไปพร้อมๆกับการทำ Capability Based Assessment โดยพุ่ง เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลัก (Main Strategic Direction) ไปที่ไต้หวัน โดยหวังการควบรวมไต้หวันให้เป็นหนึ่งเดียวกับจีนในอนาคตอันใกล้นี้ และวาง เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ (Important Strategic Directions) อยู่ที่ 3 ภูมิภาคสำคัญ อันประกอบด้วย 1) ทะเลจีนใต้ (ซึ่งจีนมีกรณีพิพากกับหลายประเทศในแถบนั้น เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของหมู่เกาะ Paracel และ Spratly ซึ่งอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันจำนวนไม่น้อย) 2) เอเซียกลาง และ 3) มหาสมุทรอินเดีย

 

PLA ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองสู่ความทันสมัยผ่าน Holistic Approach to Modernization โดย

 

1) ยกเครื่องทั้งในส่วนของเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้าง Blue-Water Navy  และกองกำลังทางอากาศ เพื่อตอบรับ Conventional Warfare  พร้อมๆกับพัฒนาทักษะและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ Strategic Reach ใน 3 New Warfare อันประกอบด้วย Nuclear War, Cyber War และ Outer-Space War

 

2) ผลักดันให้เกิด Systemic & Institutional Reform ในกองทัพ ไล่ไปตั้งแต่เรื่องการลดขนาดของกองทัพ การปรับปรุงระบบ Logistics การยกเครื่องระบบงานวิจัยและพัฒนา การจัดตั้ง Professional Military Education จนถึงการปรับปรุงระบบงบประมาณ ระบบการบริหารทรัพยากร  และระบบการ Recruitment[2]

 

3) ปรับเปลี่ยน Operational Level Doctrines:  

 

-          จาก Combined Army มาเป็น Joint Operations

-          จาก Concentration of Forces มาสู่ Concentration of Capability

-          จากการเน้นจู่โจม Enemy’s Weak Points หันมาเน้นจู่โจม Enemy’s Strong Points

-          จากการเน้น Defense มาสู่การเน้น Offense

-          จาก Ground Forces Centric สู่ Navy & Aerospace

-          จาก Absorbing Blows สู่ Operational Preemption

-          จาก Conventional Battle Space สู่ New Battle Space (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  Cyberspace)

 

 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และยกระดับศักยภาพของ PLA ให้สอดคล้องกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าจะยังไม่สามารถพัฒนาไปถึงระดับ Sustained Global Conventional Forces ที่สามารถต่อกรกับสหรัฐอเมริกา แต่ ณ ขณะนี้ PLA ได้ยกระดับขีดความสามารถของตนไปถึงขั้น Regional Conventional Forces แล้ว  การพัฒนาของ PLA เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ยกตัวอย่างในปี 2002 กองทัพ PLA ได้เริ่มออกปฎิบัติการทางการทหารนอกเขตแดนจีนเป็นครั้งแรก และในปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ PLA ออกปฎิบัติการนอกทวีปเอเซีย โดยการส่งเรือรบเพื่อออกปฎิบัติการต่อต้านกองโจรสลัดข้ามชาติที่โซมาเลีย เป็นต้น

 

ที่น่าจับตามอง คือในปี 2004 ประธานาธิบดีหู จินเทา ได้ประกาศให้ PLA ปรับเปลี่ยนจุดเน้นของภารกิจ จาก “การปกป้องอำนาจอธิปไตยของจีน” (Defense of Sovereignty) ไปสู่ “การเตรียมพร้อมที่จะปกป้องเครือข่ายผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก” (Prepare to Defend Chinese Interest) เป็นสำคัญ

 

การปรับทิศทางยุทธศาสตร์ จาก “Bring-In” สู่ “Go-Out”

 

เราจะเห็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีน ไม่ว่าจะเป็นมิติทางเศรษฐกิจ การเมืองการทหาร แม้กระทั่งทางวัฒนธรรม ออกมาในทิศทางเดียวกัน คือ เริ่มจากยุทธศาสตร์การ “Bring-In” ไปสู่ยุทธศาสตร์การ “Go Out” จากยุทธศาสตร์การตั้งรับ (Defensive) ไปสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Offensive) อย่างเห็นได้ชัดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

-          ในปี 2007 บริษัทจีนกว่า 7,000 แห่งขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก

 

-          ในปี 2006 ประชาชนจีนมากกว่า 670,000 คน ศึกษาหรือทำงานในต่างประเทศ

 

-          ในปี 2007 คนงานกว่า 74,000-100,000 คน ทำงานอยู่ในทวีปแอฟริกา

 

-          ในช่วง 3 ทศวรรษระหว่างปี 1949-1979 มีประชาชนจีนกว่า 280,000 คนท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ในปี 2006 เพียงปีเดียว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเป็น 32 ล้านคน

 

เมื่อการดำเนินตามยุทธศาสตร์ Go-Out เกิดผลสัมฤทธิ์เต็มที่แล้ว คาดว่าในอนาคต อันใกล้นี้ จีนจะมีการปรับยุทธศาสตร์อีกครั้ง สู่ Grand Strategy ที่เน้น Global Integration เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้พลังของเครือข่ายต่างๆที่ได้พัฒนาขึ้นครอบคลุมภูมิภาคต่างๆในปัจจุบันต่อเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเครือข่ายชาวจีนโพ้นทะเลที่มีอยู่มากมายในแต่ละภูมิภาคเป็นตัวสนับสนุน นโยบายและยุทธศาสตร์ว่าด้วยการต่างประเทศและการทหารจีนในอนาคต จึงมีความคล้ายเหมือนนโยบายและยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน เพียงแต่อยู่ในบริบทและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป

 

รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ในปัจจุบัน เป็นความสัมพันธ์เป็นทั้ง Partner, Competitor และ Rival ต่อกัน เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “Coopetition” คือ เล่นเกมทั้ง Competition และ Cooperation ด้วยต่างกรรมต่างวาระ รูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นการผสมผสาน Zero Sum Game กับ Positive Sum Game เข้าด้วยกัน Rising China จึงเป็นคำที่เกิดควบคู่กับ China Threat ดังจะเห็นได้ว่า เวลาพูดถึง China Factor จึงต้องครอบคลุมในหลายมิติทั้งทางด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ ตลอดจนถึงภูมิประชากรศาสตร์ ครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็นโอกาสและภัยคุกคามกับประเทศอื่น เพราะ China Factor ครอบคลุมทั้งประเด็นเรื่องความมั่นคงที่ข้องแวะกับเกาหลีเหนือ อิหร่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ไปจนถึงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนี้ของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงเรื่องของการเกิดขึ้นของ New Global Middle Class การขึ้นลงอย่างรวดเร็วของ Commodity Prices รวมถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

 

ในขณะที่จีนมองโลกในลักษณะ New Bi-Polar World กับสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจเก่าใน Old Bi-Polar World คู่กับสหรัฐอเมริกาในสมัยสงครามเย็น กลับมองโลกใหม่นี้ในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากที่ปักกิ่งมอง มอสโกมองโลกในเทอมของโลกสามขั้ว (Tripolar World) โดยมองว่าตัวเองมีบทบาทในการเชื่อมโยงโลกตะวันออก กับโลกตะวันตกเข้าด้วยกัน

 

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างจีนกับภูมิภาคต่างๆในเอเซีย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับภูมิภาคต่างๆในเอเซียมีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกัน ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงเหนือ เกาหลีเหนือต้องพึ่งพาจีนในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร การที่เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง จึงเป็นภัยคุกคามต่อทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับจีน หากมองทอดออกไปข้างหน้า  ทั้งจีนและญี่ปุ่นเองลึกๆก็ไม่ต้องการให้เกิดการ Korean Reunification เพราะจะทำให้เกาหลีมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหลังการรวมตัวแล้วเกาหลีมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง อาจกล่าวได้ว่า ในมุมมองของจีน พลวัตในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นจุดที่มีดุลยภาพของอำนาจพอสมควร

 

ในทำนองเดียวกันเกาหลีเหนือ จีนมีความสัมพันธ์อย่างดียิ่งกับพม่า และปากีสถานนอกจากจะใช้สองประเทศนี้ในการเปิดทางออกสู่ทะเลของจีนตอนใต้แล้ว ยังใช้ปากีสถานในการถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย และใช้พม่าในการต่อเชื่อมกับอาเซียน  

 

แม้ความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอินเดีย มีความก้าวหน้าอย่างมีนัย การค้าระหว่างสองประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 60 Billion US$ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 230 เท่าจากการค้าในช่วงปี 1990s อย่างไรก็ดี ในมิติด้านการเมืองและการทหาร กลับซ่อนความตรึงเครียดระหว่างกันอยู่ไม่น้อย จีนตระหนักถึงการที่สหรัฐพยายามใช้อินเดียเป็นตัวถ่วงดุลกับจีน อีกทั้งอินเดียตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่า เพราะเป็นประเทศเดียวที่สามารถต่อเชื่อมสามมหาสมุทรเข้าด้วยกันคือ มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก จุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงเอื้อประโยชน์ต่ออินเดียทั้งในยามปกติและยามสงคราม ในทางกลับกัน อินเดียเองมองว่าจีนพยายามตีกันอินเดียในทุกๆทาง ตั้งแต่การบล็อคไม่ให้อินเดียเป็นสมาชิกถาวรใน United Nations Security Council หรือการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่กรณีของอินเดียอย่างปากีสถาน หรือการพยายาม Preempt โดยบล็อกไม่ให้อินเดียสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานต่างๆ เป็นต้น  ที่สำคัญข้อขัดแย้งในเรื่องชายแดนของทั้งสองประเทศ ระหว่างทิเบตกับแคชเมียร์ ที่ค้างคากันมานานตั้งแต่ ปี 1962  ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

 

ในขณะเดียวกัน จีนได้ดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังกับกลุ่มประเทศเอเซียกลาง เพราะภูมิภาคดังกล่าวมีแหล่งพลังงานที่ป้อนเข้าสู่จีนในสัดส่วนที่ไม่น้อย จีนจึงค่อนข้างวางเฉยในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถาน

 

สำหรับอาเซียนเอง จีนไม่ค่อยพอใจกับสิงคโปร์  เพราะชอบทำตัวเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในย่านนี้ ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่มีความไว้วางใจเวียดนาม ทั้งจากเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ หรือการแผ่อิทธิพลของเวียดนามทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาในทศวรรษที่ผ่านมา ตลอดจนการที่ล่าสุด เวียดนามเป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย  ดูเหมือนว่ารัสเซียก็เล่นไพ่หลายหน้ากับจีน ทางหนึ่งก็เป็นพันธมิตรกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่าน Shanghai Cooperative Organization ทางหนึ่งก็เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ในการแบ่งโซนไม่ข้ามเขตอิทธิพลของกันและกัน ในอีกทางหนึ่งก็ใช้เวียดนาม เพื่อถ่วงดุลยอำนาจกับจีน

 

จีนได้พยายามเข้ามามีบทบาทในอาเซียนผ่านกรอบความร่วมมือ ASEAN + 3 (อาเซียน + จีน + ญี่ปุ่น + เกาหลีใต้) ในขณะที่ญี่ปุ่นเอง ก็พยายามที่จะผลักดันกรอบความร่วมมือ ASEAN + 6 แทน โดยการดึงอินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เข้ามาร่วม  เพื่อคานอำนาจกับจีน ดังนั้น ประเทศในอาเซียน ควรจะใช้ประโยชน์จากมูลเหตุจูงใจที่แตกต่างของสองมหาอำนาจดังกล่าวให้มากที่สุด ในทำนองเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็พยายามสร้างกรอบความร่วมมือของประเทศต่างๆในลุ่มแม่น้ำโขง  ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นประเทศกลางน้ำและปลายน้ำที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำ การปล่อยน้ำออกของจีนซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ต้นน้ำ 

 

ในความเป็นจริง พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศไทย  เพราะจีนเองก็มีปัญหาเรื่องการครอบครองหมู่เกาะ Paracel และ Spratly ในทะเลจีนใต้ กับไต้หวันและเวียดนาม ซึ่งในบางส่วนของหมู่เกาะ Spratly นอกจาก 3 ประเทศดังกล่าวแล้ว ยังมีบรูไน ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียเป็นคู่กรณีอีกด้วย  จากความสัมพันธ์ใกล้ชิดในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ตลอดจนความใกล้ชิดสนิมสนมของราชวงศ์ไทยกับผู้นำจีน อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปไม่น้อย

 

เศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าภายใต้ The New Bi-Polar World

           

แม้ว่าความรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะพ้นจุดที่ต่ำสุดแล้ว แต่เป็นที่คาดกันว่า ทศวรรษจากนี้ไป เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะเผชิญกับภาวะ  Weak Global Growth อันเนื่องมาจากอุปสงค์ที่หดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกลุ่ม Triad  ก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นเกินในหลายอุตสาหกรรม ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป นอกจากต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะอย่างในกรณีของ PIGS[3] แล้ว อาจจะต้องเผชิญกับ ภาวะการว่างงานที่เรื้อรัง  การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การรื้อปรับสถาบันทางการเงิน  ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกามากนัก ในทศวรรษจากนี้ไป ยุโรปและอเมริกาอาจจะต้องเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า European & American Lost Decades เหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นได้เผชิญกับ Japan’s Lost Decades ในทศวรรษที่แล้วจวบจนถึง ปัจจุบัน

 

จากภาพอนาคตของเศรษฐกิจโลกดังกล่าว โอกาสที่จะเกิด Economic Nationalism ขึ้นจึงมีอยู่ไม่น้อย โดยมีแนวโน้มที่แต่ละประเทศจะผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ยึดเอา “ตัวเอง” เป็นหลัก (Inward-driven) ยึดเอาผลประโยชน์ของชาติตัวเองเป็นสำคัญ มากกว่าที่จะจะผลักดันนโยบายต่างๆที่ยึดเอาประชาคมโลกเป็นหลัก (Outward-driven) โดยเน้นการได้รับผลประโยชน์ร่วมเป็นสำคัญ ปัจจัยทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวย เมื่อประกอบเข้ากันกับแนวโน้มการเกิด Economic Nationalism เราอาจจะเห็นทศวรรษหน้าเป็น  An era of heightened trade friction, increased protectionism

 

ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะเกิดข้อติดขัดและการกีดกันทางการค้ามากขึ้น โลกยังต้องเผชิญกับ Global Commons ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการการก่อการร้าย การแพร่ของขีปนาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงประเด็นของ Nuclear Terrorism  ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน วิกฤตการขาดแคลนพลังงาน วิกฤตการขาดแคลนอาหารและน้ำ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ Global Poverty, Pandemics รวมถึงวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจในระลอกต่อไป ประเด็นต่างๆเหล่านี้เป็น Global Agenda ที่ต้องการ Global Governance และมี Global Coordinating & Collaborating Mechanism ที่เป็นรูปธรรม

 

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติต่างๆมากมาย มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะรับมือกับประเด็นต่างๆดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ประเด็นปัญหาต่างๆที่คาดว่าประชาคมโลกต้องเผชิญในอีกทศวรรษหน้า จึงอาจยากที่จะแก้ไข หากปราศจากความร่วมมือจากจีน

 

สถานการณ์โลก ณ ขณะนี้ดูจะเข้าล็อก Grand External Strategy ของจีน เพราะหากย้อนหลังกลับไปดูรูปแบบความสัมพันธ์ของจีนกับประชาคมโลก สามารถจำแนกได้เป็น 4 ยุคด้วยกัน คือ

 

-          ช่วงปี 1950s จนถึงช่วงปี 1970s  จะเป็นยุคที่จีนดำเนินยุทธศาสตร์ “Confront” กับ International System

 

-          ช่วงปี 1980s จีนได้เริ่มปรับยุทธศาสตร์ โดยการ “Engage “ กับ International System เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำให้จีนเกิดความทันสมัย

 

-          ช่วงปี 1990s จนถึงการสิ้นสุดของศตวรรษที่ 20th จะเป็นยุคที่จีนมี External Strategy ที่เน้น  “Participate” กับ International System

 

-          ล่าสุดคือช่วงการเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21st  หรือยุคปัจจุบัน ที่จีนได้ปรับ External Strategy ใหม่  โดยเน้นการมีบทบาทนำในการ  “Shape” International System

 

ประเด็นที่ท้าทาย คือ การมีบทบาทนำในการ  Shape International System ของจีน เพื่อให้ประชาคมโลกเกิด Sustainable Prosperity with Security ในด้านหนึ่งของเหรียญ หมายถึง Cooperation, Collaboration และ Coordination ใน Global Agenda ต่างๆระหว่างจีนกับส่วนอื่นๆของโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ก็หมายถึง Competition, Confrontation และ Conflict  ใน Global Agenda ต่างๆระหว่างจีนกับส่วนอื่นๆของโลกด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะอยู่ในช่วง Erosion of Competitive Position แต่อิทธิพลและพลังของอเมริกาในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านความมั่นคงและการทหารของโลก ยังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถทัดเทียมได้ (ดังจะเห็นได้จากงบประมาณทางด้านการทหารของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ซึ่งมีประมาณ 700 Billion US$ ต่อปี ก็มากกว่างบประมาณทางด้านนี้ของทุกประเทศรวมกัน)

 

ประเด็นจึงอยู่ที่การค้นหารูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะสม ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา โดยมี

กลไกในการปรับให้เกิดความสมดุลระหว่าง Cooperation, Collaboration และ Coordination ในทางหนึ่งกับ Competition, Confrontation และ Conflict ในอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ G2 สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อประคองให้โลกใบนี้เกิด Sustainable Prosperity with Security ภายใต้ประเด็นท้าทายต่างๆที่รอถาโถมอยู่ในทศวรรษหน้า



[1] ประกอบไปด้วย China,  Russia,  Kazakhstan, Kyrgyzstan, Tajikistan และ Uzbekistan

 

[2] จากนโยบาย  One Child Policy ทำให้ระบบการเกณฑ์ทหารเข้าประจำการ ได้ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระบบครอบครัวไม่น้อย  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสร้างความต่อเนื่องในขีดความสามารถของกองทัพ ทาง PLA จึงมีนโยบายที่จะรับทหารเข้าประจำการในลักษณะการจัดจ้าง  เป็นทหารมืออาชีพมากขึ้น

[3] ประกอบไปด้วย  Portugal, Italy, Iceland, Greece และ Spain

Comment

Comment:

Tweet

คาดว่าสองรัฐบาลจะร่วมมือกันมากขึ้นอีก
รัฐบาลจีนชุดใหม่หวังสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ
http://www.chanchaivision.com/2013/03/chinanewpolicy130318.html

#2 By ชาญชัย (103.7.57.18|171.99.3.241) on 2013-03-19 15:16

น่าสนใจมากค่ะ
big smile question double wink cry big smile double wink

#1 By Apple (115.67.50.253) on 2012-01-11 08:46