โลกสองขั้วใหม่:

จีนกับสหรัฐอเมริกาในโลกหลังทุนนิยมเสรี 

 

พลวัตในกระแสโลกาภิวัตน์ ได้ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ความมั่งคั่งได้มีการกระจายตัวออกจากกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เรียกว่ากลุ่ม Triad  เดิม (อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) เกิดการทะยานขึ้นของ The Rise of the Rest อย่างไรก็ดี The Rise of the Rest  ที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ มีการเติบโตในอัตราที่แตกต่างกัน The Rise of Asia มีความโดดเด่นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ The Rest of the World  และประเทศในกลุ่ม The Rise of Asia ด้วยกันเอง ก็มีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน จนสามารถแยก Chindia (เป็นคำเรียก China+ India) ออกจาก The Rest of Asia (ดูรูปที่ 1)

 


รูปที่ 1: พลวัตการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างภูมิเศรษฐกิจโลก

 

หากย้อนหลังกลับไปในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา คือประมาณปี 1980 ความมั่งคั่ง ของโลกกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม G7 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในทศวรรษ 2000 ความมั่งคั่งได้เริ่มมีการกระจายตัวครอบคลุมประเทศกลุ่ม BRIC อันประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน (ดูรูปที่ 2)

 

 

 

รูปที่ 2: เศรษฐกิจโลกในปี 2007

 

ประมาณหนึ่งทศวรรษผ่านไป คือ ปี 2010 นี้เอง จีนได้เริ่มแซงหน้าญี่ปุ่น โดยมีขนาดของ GDP เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แทนที่ญี่ปุ่น โดยมี GDP อยู่ที่ 5.4 trillion $US ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 5.3 Trillion $US และ 15 Trillion $US ตามลำดับ 

ประมาณกันว่าในปี 2050 หรืออีก 4 ทศวรรษข้างหน้าจีนและอินเดียจะมีขนาด เศรษฐกิจรวมกันกว่า 50% ของ Global GDP ซึ่งจะเท่ากับสัดส่วน Global GDP ของกลุ่ม G7 ในปัจจุบัน ในขณะที่กลุ่ม G7 เองจะถดถอยลงเรื่อยๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจเหลือเพียง 25% ของ Global GDP ในปี 2050  (ดูรูปที่ 3)

  

 

รูปที่ 3: เศรษฐกิจโลกในปี 2050

 

ดูอย่างญี่ปุ่นเองยังตระหนักถึงผลที่จะเกิดจากการผลัดเปลี่ยนจาก American Century มาสู่ Asian Century ดังจะเห็นได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นาย Katsuya Okada ได้กล่าวว่า “From now onwards, this will be the age of Asiaโดยญี่ปุ่นมีความตั้งใจ ที่จะปรับความสัมพันธ์กับจีนให้มีความกระชับมากขึ้น พร้อมๆกับ การค่อยๆคลายตัวออกจาก “Special Relationship” ที่มีกับสหรัฐอเมริกา ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 

 

การเกิดขึ้นของ The New Bi-Polar World

 

หากโลกในมิติทางภูมิเศรษฐศาสตร์ กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจากศตวรรษแห่งอเมริกา (American Century) สู่ ศตวรรษแห่งเอเซีย (Asian Century)  ควบคู่กันไปนั้น โลกในมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจาก ศตวรรษแห่งการต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Century of Ideology) สู่ ศตวรรษแห่งการค้นหาตัวตน (Century of Identity) การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของประเทศต่างๆในศตวรรษนี้ จะไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์ กับลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย เหมือนในศตวรรษก่อนหน้า แต่จะเป็นการต่อสู้ด้วยอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ และจุดเด่นของประเทศหรือกลุ่มประเทศนั้นๆ

  

นักรัฐศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เชื่อว่า กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “โลกสองขั้ว” (Bipolar World) เดิม ที่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองกลุ่มประเทศที่มีอุดมการณ์ต่างกัน คือ ระหว่างทุนนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียตในอดีต ในยุคสงครามเย็น  โลกกำลังผันตัวเองไปสู่ “โลกหลายขั้ว” (Multi-polar World) ที่บทบาททางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้า จะไม่ตกอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการร่วมกันกำหนดจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศสมาชิกในกลุ่ม G-20 ซึ่งมีประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีน อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย เม็กซิโก ตุรกี ซาอุดิอารเบีย และอินโดเนเซีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า โครงสร้างทางการเมืองโลกยังจะเป็น “โลกสองขั้ว” (Bi-Polar World) แต่จะเป็น “โลกสองขั้วใหม่” (New Bi-Polar World) ที่เรียกว่า G2 ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เป็นสองมหาอำนาจที่มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในหลายมิติ

 

การแข่งขันบนโมเดลทุนนิยมที่แตกต่าง

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ จะเป็นการต่อสู้ภายใต้ระบอบทุนนิยมเดียวกัน คือ ระบอบทุนนิยมโลก (Global Capitalism)  แต่จะแข่งขันด้วยโมเดลที่แตกต่างกัน ระหว่าง Market Capitalism Model ตามแบบฉบับของอเมริกา กับ State Capitalism  Model ตามแบบฉบับของจีน

 

หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก สถานภาพทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่สหรัฐอเมริกา (รวมถึงยุโรปตะวันตก และ ญี่ปุ่น) ตกอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ จีนกลับอยู่ในสถานะที่แข็งแรง โดยมีอัตราการฟื้นตัวจากวิกฤตที่เร็วมาก อาจกล่าวได้ว่า จีนเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถรักษาโมเมนตัมเพื่อไปสู่ Long-term Growth Potential ของตนเองได้

 

หลังเกิดวิกฤต รัฐบาลในหลายประเทศใช้ Expansionary Policy แต่จีนอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ เพราะดำเนินการในขณะที่มี Current Account เป็นบวก อีกทั้ง Fiscal Sustainability ของจีนยังอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยมีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 3-4% ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องหาเม็ดเงินจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นไม่ให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งมีภาระต้องเข้าไปโอบอุ้มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภาคการเงินและภาคการผลิต หลังวิกฤตจึงต้องผลักดันมาตรการลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มอัตราภาษี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในระดับจุลภาค ธนาคารพาณิชย์และกลไกทางการเงินอื่นๆของจีนไม่ได้ถูกผลกระทบจากวิกฤต สถาบันเหล่านี้มีหนี้สินอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงยังมีขีดความสามารถในการปล่อยกู้ให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุนอีกมากมาย ตรงข้ามกับเศรษฐกิจในโลกตะวันตก ซึ่งสินเชื่อผู้บริโภคมีการหดตัวอย่างรุนแรง เพราะธนาคารต่างๆต้องรักษา Capital Adequacy Ratio ของตน อีกทั้งถูกบังคับให้ใช้มาตรการ Deleveraging  ต่างๆมากมาย

 

ที่น่าเฝ้าจับตามอง คือ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ Sovereign Wealth Fund ของจีนที่มีขนาดใหญ่มหาศาล กำลังมีบทบาทอย่างมากในการซื้อขายหรือเข้าควบรวมกิจการในเซกเตอร์สำคัญๆ ในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาระยะสั้น และอาจส่งผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในมิติความมั่งคั่งและความมั่นคงต่อประเทศต่างๆเหล่านี้ในระยะยาว

 

วาระของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤต (Post-Economic Crisis Global Agenda) จึงอยู่ในทิศทางที่คล้อยตาม “ฉันทามติปักกิ่ง” (Beijing Consensus) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดของภูมิปัญญาตะวันออก ภายใต้ Authoritarian Government และ State Capitalism เริ่มเบี่ยงเบนออกจากทิศทางของ “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของภูมิปัญญาตะวันตก ภายใต้ Democratic Government และ Market Capitalism อีกต่อไป ระบบการค้าโลกมีการเปลี่ยนทิศทางจาก North-South Trade เดิม มาสู่ East-West Trade ที่มากขึ้น

 

การดำเนิน External Strategy ในแบบฉบับของ “China Diplomacy”

 

การดำเนิน External Strategy ของจีน มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเป้าหมายระยะยาวของประเทศ ว่าด้วย “The attainment of a strong, modern, and prosperous China” โดยวางเป้าหมายให้จีนเป็น Moderately Developed Country ภายในปี 2050

 

จีนยังยึดเป้าหมายระยะยาวของประเทศดังกล่าวต่อเนื่องมา อย่างน้อยกว่าสามทศวรรษแล้ว  สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือ External Strategy เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์ กระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึง Internationalization ของระบบเศรษฐกิจจีน มิเพียงเท่านั้น External Strategy ของจีนมิได้จำกัดแต่ในเรื่องของ Global Economic Interests เท่านั้น แต่ยังขยายครอบคลุมไปถึง Global Political Interests และ Global Security Interests  อีกด้วย

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การฑูตจีนมีลักษณะเด่นอยู่ 2 ประการ คือ Relatively Proactive กับ Increasingly Flexible

 

ในมิติของ Proactiveness การฑูตจีนจะไม่ “React” กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่มีความมุ่งมั่นในการ “Shape” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมภายนอก ตามทิศทางที่ตนเองต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Regional Environment  ดังจะเห็นการที่จีนมีบทบาทนำในการก่อตั้ง Ba’ao Forum  ในปี 2001  พร้อมๆกับเป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยน “Shanghai Five” ให้กลายเป็น Shanghai Cooperation Organization (SCO)[1] ในปีเดียวกัน จีนยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้เกิดการประชุม Six Party Talks (อันประกอบด้วยเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รัสเซียและจีน เพื่อถกกันในประเด็นของขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ) ในปี 2003  และเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อๆมา นอกเหนือจากการผลักดันผ่าน Regional หรือ Bilateral Arrangements แล้ว ในบางประเด็นสำคัญ จีนยังมีการดำเนินการแบบ Unilateral Arrangement อีกด้วย  อาทิ การตีความ The United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นต้น

 

ในมิติของ Flexibility นั้น การดำเนินการทางการฑูตของจีนมีลักษณะที่เป็น Strategic Pragmatism มากขึ้น แต่เดิมมา ยุทธศาสตร์การฑูตของจีนจะต้องอยู่บน Traditional Three-Pillars Framework ที่ประกอบไปด้วย 1) “Great Power Relations”; 2) “Relations with Neighboring Countries”; และ 3) “Developing Countries” ในปัจจุบัน จีนได้เข้ามามีบทบาทและมีปฏิสัมพันธ์ใน Multilateral Diplomacy มากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่นองค์การการค้าโลก หรือ WTO)  จีนจึงได้ปรับเปลี่ยนกรอบดังกล่าว โดยเพิ่ม “Multilateral Organizations” เป็น The Fourth Pillar ใน Chinese Diplomacy

 

การสร้างความมั่งคั่งควบคู่ความมั่นคงผ่านการใช้ Soft Power

 

จีนเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอเซีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการฑูต ที่ผูกติดอยู่กับการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งในรูปของเงินให้เปล่าและเงินกู้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงในรูปแบบของข้อตกลง การลงทุนร่วมหรือการเข้าควบรวมธุรกิจในเซกเตอร์สำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการพลังงาน  เกษตรและอาหาร ตลอดจนแหล่งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินแร่หายาก (Rare Earth) อย่างลิเธียม ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการทหาร

 

อย่างในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 จีนได้ปล่อยกู้เงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐให้กับผู้ผลิตน้ำมันที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากระดับราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงอย่างมาก เพื่อแลกกับการเข้าถึงแหล่งพลังงาน ในภาวะปกติ จีนได้ปล่อยกู้ในแบบดังกล่าวมานานพอสมควรแล้ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันดีว่า “Loans for Oil Deals”  แต่จังหวะที่เกิดวิกฤตโลกทำให้ขนาด จำนวน และความถี่ของ “Loans for Oil Deals”  จากจีนไปยังผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าวในปี 2009 อยู่ในระดับที่สูงผิดปกติอย่างมีนัย สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการเข้าถึงแหล่งพลังงานของจีนได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น  โดย International Energy Agency ประมาณไว้ว่า จีนจะนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนกว่า 75% ของการบริโภคทั้งหมดในประเทศในปี 2030   จีนจึงมี Long-term Energy Security Framework ที่ชัดเจน ในขณะที่ธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันโดยปกติจะเป็น Short Agreement Periods  พฤติกรรมการซื้อน้ำมันของจีนจะเป็นแบบตรงข้าม คือเป็น Long Agreement Periods ในระยะเวลา 10-20 ปีโดยเฉลี่ยโดยส่วนมาก ยกตัวอย่างเช่น จีนทำสัญญาซื้อขายน้ำมันระยะยาวกับรัสเซีย 20 ปีในการนำส่งน้ำมันจำนวน 300,000 บาเรลต่อวัน หรือ สัญญา 10 ปี กับบราซิลในการนำส่งน้ำมันจำนวน 150,000-200,000 บาเรลต่อวัน เป็นต้น

 

การรุกคืบด้วยการให้เงินช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข การปล่อยสินเชื่อ การลงทุนร่วมหรือ การเข้าควบรวมกิจการดังกล่าว นอกจากจะดำเนินการด้วยเหตุผลทางด้าน Strategic Resource Security แล้ว ยังมีเหตุผลของ Currency Diversification ซ่อนอยู่อีกด้วย เพราะจากการที่จีนมี Currency Surplus มากมาย และเกือบทั้งหมดเป็นเงินสกุลดอลลาร์ที่ถืออยู่ในรูปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระดับที่สูง จากค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง มิเพียงเท่านั้น จีนไม่มั่นใจในความชัดเจนของนโยบายการเงินของรัฐบาลสหรัฐฯในอนาคต ยุทธศาสตร์ Investment Diversification ด้วยการเคลื่อนย้ายจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปสู่การลงทุนเพื่อการเข้าถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว จึงเป็น Strategic Move ที่มีความสมเหตุสมผลในตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศของจีนต่อภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีลักษณะที่จำเพาะแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นไม่น้อย คือมองในเรื่องของยุทธศาสตร์การต่อเชื่อมมากกว่าเรื่องของการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ ณ ขณะนี้ ไม่ค่อยมีใครรู้ข้อมูลเรื่องของการลงทุนในน้ำมันและแกสของจีนในย่านนี้ แต่ที่แน่นอนคือ พื้นที่แถบนี้มีความสำคัญต่อจีนทางด้าน Logistics อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งคมนาคมทางบกและทางน้ำ ในการคมนาคมทางน้ำ ย่านนี้จะเป็น Shipping Lane ที่เชื่อมจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย เพื่อไปสู่แอฟริกาและยุโรป ในการคมนาคมทางบก นอกจากปากีสถาน (ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่ำมาก) ทางออกสู่ทะเลของจีนตอนใต้และตะวันตกอยู่ที่อาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางลงทะเลอันดามันผ่านพม่า หรือเชื่อมต่อสิงคโปร์ผ่านไทย หรือออกสู่ทะเลจีนใต้ผ่านเวียดนาม 

 

อย่างที่ทราบกันดี ในศตวรรษแห่งการค้นหาตัวตน  (Century of Identity) วัฒนธรรมจะถูกใช้เป็นเวทีของการแข่งขันช่วงชิงความหมาย (Culture As Spaces of Contesting Meaning) นอก