ระบอบทุนนิยมหลังวิกฤต 

(The Post-Crisis Capitalism)

ภายใต้วิวัฒน์ของอารยธรรมมนุษย์ ระบอบทุนนิยมได้ถูกค่อยๆคิดค้นและพัฒนาขึ้นจาก “ทุนนิยมเพื่อบรรเทาความขาดแคลน” (Shortage Capitalism) หรือ “ทุนนิยม 1.0” มาสู่ “ทุนนิยมที่มีผลผลิตส่วนเกิน” (Surplus Capitalism) หรือ “ทุนนิยม 2.0” จวบจนปัจจุบัน ที่ผู้คนมากมายกำลังตั้งข้อสงสัยในระบอบทุนนิยมที่มีอยู่  ว่าจะสามารถสอดรับการพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกใหม่ใบนี้ได้หรือไม่  ประเด็นท้าทาย คือ ระบอบทุนนิยมกำลังอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการค้นหาระบอบใหม่มาทดแทน เพราะทุนนิยมเดิมที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป กับ การปรับเปลี่ยนภายในระบอบจาก “ทุนนิยม 2.0”  ไปสู่ “ทุนนิยม 3.0” ว่าด้วย “ทุนนิยมเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Capitalism) เป็นสำคัญ

Regimental Change ในระบอบทุนนิยม

โลกในศตวรรษที่ 20 เป็น “โลกสองขั้ว” (Bipolar World) เป็นศตวรรษของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Century of Ideology) ระหว่างระบอบทุนนิยม กับ ระบอบสังคมนิยม การต่อสู้ของโลกสองขั้วได้สิ้นสุดหลังการล่มสลายของระบอบอสังคมนิยม เกิดความหลากหลายกลายเป็น “โลกขั้วเดียว” (Uni-polar World) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และ“โลกหลายขั้ว” (Multi-polar World) ระหว่าง State Actors พร้อมๆ “โลกไร้ขั้ว” (Non-polar World) ระหว่าง Non-State Actors กับ State Actors ความหลากหลายที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นโลกของการต่อสู้ทางอัตลักษณ์ (Century of Identity) ระหว่าง State Actors ด้วยกัน และระหว่าง State Actors กับ Non-State Actors  

โลกในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนนิยม กับ สังคมนิยม อีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนนิยม Version ต่างๆ คือระหว่าง Market Capitalism ในขั้วหนึ่ง กับ State Capitalism ในอีกขั้วหนึ่ง ในบริบทของการค้าเป็นการไล่เลียงจาก Free Trade Regime ในขั้วของ Market Capitalism ไปสู่ Fair Trade Regime ไปจนถึง Managed Trade Regime ในขั้วของ State Capitalism (ดูรูปที่1)


รูปที่ 1: จาก Century of Ideology สู่ Century of Identity
 

สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ พยายามเรียกร้องและผลักดันให้ประเทศต่างๆดำเนินตามแนวทางของ Market Capitalism  อย่างไรก็ดี หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2008-2009  ประเทศต่างๆรวมถึงสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ กลับต้องหันมาใช้แนวทางของ State Capitalism กันมากขึ้น ไล่ตั้งแต่นโยบายและมาตรการทางการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  อย่างในสหรัฐอเมริกา เริ่มทบทวนยุทธศาสตร์การ Outsourcing ในธุรกรรมต่างๆของภาคเอกชน โดยการผลักดัน

“Reindustrialization” เพื่อให้การลงทุนและการจ้างงานเกิดขึ้นภายในประเทศ  หลายประเทศเริ่มมีแนวคิดที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจและการเงินในประเทศ โดยการกีดกันไม่ให้เกิดการซื้อหรือควบรวมกิจการจากต่างประเทศ  มีการปกป้องอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความอ่อนแอไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการออกกฏระเบียบต่างๆมากมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยในอนาคต

จนแม้ขณะนี้  ผลสืบเนื่องจากวิกฤตก็ยังไม่สิ้นสุด การปรับโครงสร้างธนาคารและสถาบันทางการเงินในอเมริกา ก็ยังมีความคืบหน้าไม่มากเท่าที่ควร ในยุโรป หลายประเทศยังต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะ จากสถานการณ์ต่างๆดังกล่าว พอจะประเมินได้ว่า ภาพเศรษฐกิจโลกในทศวรรษจากนี้ไป  โอกาสที่ประเทศต่างๆจะดำเนินนโยบายที่เน้นความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ยึดเอาตัวเองเป็นหลัก มากกว่าการมองประชาคมโลก จะมีอยู่สูง ซึ่งจะนำไปสู่ข้อติดขัดทางการค้า และการปกป้องทางการค้าในรูปแบบต่างๆมากมายตามมา

                อย่างไรก็ดี State-Market Capitalism เป็นเรื่องของ Regimental Change ที่เกิดการสวิงไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ระหว่าง Free Trade, Fair Trade และ Managed Trade Regime ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในแต่ละช่วง  กล่าวคือ ในช่วงหลังวิกฤต ลูกตุ้มนี้ก็จะสวิงมาทาง State Capitalism มากขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว  ลูกตุ้มนี้ก็จะสวิงกลับมาทาง Market Capitalism มากขึ้น 


edit @ 28 Apr 2011 18:40:21 by ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

Comment

Comment:

Tweet