จาก Materialistic Capitalism สู่ Humanistic Capitalism

ภายใต้วิวัฒน์ของอารยธรรมมนุษย์  โลกได้พัฒนาจาก “สังคมเกษตรกรรม” สู่ “สังคมอุตสาหกรรรม” สู่ “สังคมฐานความรู้” แต่หากทบทวนดูให้ดีแล้ว จะพบว่า วิวัฒน์ที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นการวนเวียนอยู่ใน “เรื่องที่ข้องแวะกับคน” (นั่นคือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งองค์ความรู้) แต่ไม่ใช่ “เรื่องของคน”โดยตรง ในบริบทของการสร้างความมั่งคั่ง จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง Materialistic Capitalism กับ Materialistic Socialism ในอดีต และระหว่าง Materialistic Market Capitalism กับ Materialistic State  Socialism ในปัจจุบัน

Creating Shared Value ของ Porter และ Kramer จึงเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะ Reshape ระบอบทุนนิยม แต่บทความดังกล่าวถูกตีพิมพ์ขึ้นหลังจากวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว Contribution ของ Porter และ Kramer จึงเป็นเพียงความพยายามในการนำเสนอ How to Fix Capitalism อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดของ Porter และ Kramer นั้น Reactive to Change ไม่ใช่ Leading Change

ความจริงแล้ว มีนักคิดอยู่หลายท่าน ที่มองเห็นข้อบกพร่องของระบอบทุนนิยม และได้ส่งสัญญาณเตือนและเสนอแนวทางในการแก้ไขไว้ก่อนหน้านี้มากมาย อย่างในหนังสือ Moral Capitalism ของ Stephen Young ได้กล่าวถึงการ Reconciling Private Interest กับ Public Goods ที่น่าสนใจ คือ หนังสือดังกล่าวถูกตีพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปี 2003

นักคิดอีกท่านหนึ่งที่น่าสนใจคือ C.K. Prahalad (ถึงแก่กรรมเมื่อต้นปี 2010) ผู้ซึ่งนำเสนอยุทธศาสตร์การขจัดความยากจนด้วยการสร้างกำไร ผ่านหนังสือ The Fortune at the Bottom of the Pyramid  (2005) ความคิดที่ยิ่งใหญ่ของ Prahalad ก็คือ การเรียกร้องผู้คนนำเสนอ The Way to Make the World a Better Place  แนวคิดของPrahalad นั้น เชื่อมคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสเข้ากับธุรกรรมปกติของบรรษัทข้ามชาติ เชื่อมความอยู่ดีมีสุขของคนยากคนจนเข้ากับโอกาสการทำกำไรของธุรกิจ นำเสนอนวัตกรรมทางสังคมผ่านแนวคิด Get More for Less  ตลอดจนผลักดันแนวคิด  Co-creation และ Public Private Partnership เพื่อตอบโจทย์การแก้ไขความยากจนและผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

ในมิติของนวัตกรรม นักคิดต่างๆเหล่านี้กำลังบอกพวกเราว่า นวัตกรรมมิได้จำกัดตัวเองเป็นเพียง “A New Set of Idea” เท่านั้น แต่นวัตกรรมยังมีความหมายที่ครอบคลุมถึง “A New Set of Ideal” อีกด้วย นั่นหมายถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบอบทุนนิยม จาก Materialistic Capitalism สู่ Humanistic Capitalism

Materialistic Capitalism อาจจะดูเหมาะสม และสอดรับกับสังคมในอดีตที่เป็นสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโลกของการสร้างความมั่งคั่งขับเคลื่อนผ่าน Industrialization, Modernization และ Colonization ในมิติทางสังคมวิทยา สังคมอุตสาหกรรมเป็นสังคมที่อยู่ในโลกที่คงรูป สะท้อนผ่าน “โลกของการพึ่งพิง” (Dependence) ที่ผู้คนมีปฎิสัมพันธ์กัน ผ่านโครงสร้างที่เป็นลำดับชั้น  การแบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การแบ่งชั้นอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ตลอดจนการสร้างกลไกการควบคุมที่รัดกุม

 โลกได้เปลี่ยนแปลงจากสังคมอุตสาหกรรม มาสู่สังคมฐานความรู้  ซึ่งเป็นโลกของการสร้างความมั่งคั่งขับเคลื่อนผ่าน Connectivity, Interactivity, Mobility และ Virtuality  ความเข้มและความถี่ของปฎิสัมพันธ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมวิทยา จาก “โลกที่คงรูป” สู่ “โลกที่เลื่อนไหล” ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนจากโลกของการพึ่งพิงไปสู่ “โลกที่ผู้คนมีความเป็นอิสระ” (Independence) ที่เกิดขึ้นควบคู่กับ “โลกที่ผู้คนต้องอิงอาศัยกัน” (Interdependence) มากขึ้น

โลกที่เลื่อนไหล ไม่นิ่ง จึงเป็นโลกมีความขัดแย้งในตัวเองสูง ทุกคนเรียกหาความเป็นอิสระ แต่สิ่งที่ทำก็จะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นไม่มากก็น้อย ผลกระทบดังกล่าวเป็นได้ทั้ง Positive และ Negative Externality ส่งผลทำให้ โอกาส ความเสี่ยง และภัยคุกคามต่างๆถูก Commonized กล่าวคือ ผู้คนจากนี้ไป เวลาสุขจะสุขด้วยกัน และ เวลาทุกข์ก็จะทุกข์ด้วยกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราไม่สามารถแยกเรื่องของท้องถิ่น ออกจากเรื่องของภูมิภาค หรือเรื่องของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในทำนองเดียวกับการแยกเรื่องของเศรษฐกิจ ออกจากเรื่องของสังคม และสิ่งแวดล้อม

ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทุนนิยมภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ก่อให้เกิดกระกระจายตัวของความมั่งคั่งจากกลุ่มTriad (ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น) ไปสู่การเกิด The Rise of the Rest เกิดชัยชนะของระบอบทุนนิยมเหนือระบอบสังคมนิยม และนำมาสู่ระบบทุนนิยมโลก (Global Capitalism)  อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็คือการต้องเผชิญกับความไร้สมดุลของโลก (Global Imbalance)  ใน 4 มิติสำคัญ ประกอบไปด้วย ความไร้สมดุลทางเศรษฐกิจ ความไร้สมดุลในสภาพแวดล้อม ความไร้สมดุลในประชากรโลก และความไร้สมดุลในอำนาจ  ความไร้สมดุลทั้งสี่ประการ ก่อให้เกิด ภาวะโลกร้อน การก่อการร้ายระหว่างประเทศ ภาวะผันผวนของเศรษฐกิจ เกิดสงครามค่าเงิน เกิดความยากจนข้นแค้นในหลายพื้นที่ การระบาดของโรคติดต่อ  รวมถึง วิกฤตอาหารและพลังงาน  

ความไร้สมดุลทั้งสี่ประการทำให้ประชาคมโลกซึ่งแต่เดิมสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร้ข้อจำกัด (Free Prosperity) ในศตวรรษที่ผ่านมา จากนี้ไป การสร้างความมั่งคั่งจะมีข้อจำกัด (Bounded Prosperity) เพราะจะถูกกำหนดโดยสามปัจจัยสำคัญคือ ความยั่งยืน (Sustainability) ความมีเสถียรภาพ (Stability) และความมั่นคง (Security) (ดูรูปที่ 2) จะเห็นได้ว่า ทุนนิยมกำลังเปลี่ยนผ่านตัวมันเอง ก้าวข้าม Materialistic Capitalism สู่ปริมณฑลของ Humanistic Capitalism  มากขึ้นเรื่อยๆ   

 
 

รูปที่ 2: ศตวรรษแห่งการสร้างความมั่งคั่งบนข้อจำกัด (Bounded Prosperity)

Comment

Comment:

Tweet