ประเด็นท้าทายใน Humanistic Capitalism

การสร้างความมั่งคั่งบนข้อจำกัด ดังกล่าวทำให้เกิดประเด็นต่างๆ ที่ท้าทายการดำเนินธุรกิจในระบอบทุนนิยม อาทิ   

1)                                                   จะทำอย่างไรให้ปรัชญา และธรรมภิบาล ในการดำเนินธุรกิจจากนี้ไป สอดรับกับโลกใหม่ ซึ่งเป็นโลกที่มีความขัดแย้งกันในตัวเองระหว่าง “โลกที่ผู้คนมีความเป็นอิสระ” กับ“โลกที่ผู้คนต้องอิงอาศัยกัน” มากขึ้น

2)                                                   จะทำอย่างไรให้เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่งคั่งในธุรกิจจากนี้ไป ถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดรับหรือก้าวพ้นข้อจำกัดของความยั่งยืน ความมีเสถียรภาพ และความมั่นคง

3)                                                   การสร้างความมั่งคั่งบนฐานของความยั่งยืน ความมีเสถียรภาพ และความมั่นคง จะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน (Transformation)  แต่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่ระดับองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ Ecosystem โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ

คำถามคือ เราจะพัฒนาแนวคิดและโมเดลทุนนิยมใหม่อย่างไร  เพื่อตอบโจทย์ทั้งสามประเด็นดังกล่าว

โมเดลทุนนิยมหลังวิกฤต

โลกที่เลื่อนไหลเป็นโลกที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ระหว่าง “โลกที่ผู้คนมีความเป็นอิสระ” กับ“โลกที่ผู้คนต้องอิงอาศัยกัน” 

ในโลกของธุรกิจ องค์กรหรือผู้คนจะเป็นอิสระได้ก็ต้องสามารถก้าวข้าม Socio-Economic Security หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือมีความเป็นอิสระทางการเงิน กล่าวคือ มีรายได้ มีสินทรัพย์ ไม่มีหนี้สินมากมาย รวมถึงการมีศักยภาพ  ขีดความสามารถ และการเติบโตที่ต่อเนื่อง Economic Value Creation จะทำให้องค์กรหรือผู้คนบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

กลไกการสร้าง  Economic Value Creation ให้กับตนเองหรือธุรกิจ แน่นอนทีเดียว หนีไม่พ้นธรรมชาติของ“การแข่งขัน” ดังสุภาษิตแอฟริกันบทหนึ่งที่กล่าวว่า

Every morning in Africa, a gazelle wakes up. It knows it must run faster than the fastest lion or it will be killed.

Every morning a lion wakes up. It knows it must outrun the slowest gazelle or it will starve to death.

It does not matter whether you are a lion or a gazelle. When the sun comes up, you had better start

running.

นั่นคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ในโลกของทุนนิยม เพื่อความอยู่รอด หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณต้องแข่งกับคน

อื่น แต่อย่างก็ดี มีสุภาษิตแอฟริกันอีกบทหนึ่งกล่าวว่า

“If You want to go quickly, go alone; if you want to go far, go together.”

ตรงส่วนนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องของ Social Value Creation ที่จะต้องดำเนินไปพร้อมๆกับ Economic Value Creation อย่างแยกกันไม่ออก กล่าวคือ ในขณะที่ Economic Value Creation ตอบโจทย์เรื่องของความเป็นอิสระ Social Value Creation จะตอบโจทย์เรื่องของการอิงอาศัยระหว่างกัน (ดูรูปที่ 3)





รูปที่ 3: โมเดลทุนนิยมหลังวิกฤต
  • ในขณะที่ Economic Value Creation ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ผ่านการมี Market Wisdom  Social Value Creation  ขับเคลื่อนด้วยคุณธรรม ผ่านการสร้าง Moral Wisdom
  • กลุ่มเป้าหมายหลักของ Economic Value Creation อยู่ที่ Shareholder ที่สนใจในการจัดการเรื่องผลประกอบการ (Performance) ขององค์กรเป็นสำคัญ ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Social Value Creation  อยู่ที่ Stakeholder ที่สนใจในการจัดการเรื่องผลกระทบ (Compliance) ขององค์กรเป็นสำคัญ
  • ในระดับปฎิบัติการ Economic Value Creation  จะเน้นประสิทธิภาพ  (Efficiency) เพื่อควบคุมต้นทุน ในขณะที่ Social Value Creation  จะเน้นความเท่าเทียม (Equality)  เพื่อตอบโจทย์ความเป็นธรรมเป็นสำคัญ
  • ทั้งคู่มี Business Orientation ที่แตกต่างกัน Economic Value Creation จะเรียกหา Free & Fair Economy ในขณะที่Social Value Creation  จะเรียกหา Care & Share Society (ดูตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2: องค์ประกอบสำคัญใน Economic และ Social Value Creation



การเรียนการสอนใน Management Education โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MBA จากนี้ไปจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน จะต้องสอนศาสตร์และศิลป์ของการผสมผสาน Economic และ Social Value Creation อย่างลงตัว กล่าวคือ ระหว่าง Market Wisdom กับ Moral Wisdom, Shareholder กับ Stakeholder, Efficiency กับ Equality, Performance กับ Compliance และระหว่าง Free & Fair Economy กับ Care & Share Society เหมือนการขับรถยนต์ที่ต้องมีทั้งการใช้คันเร่งและเบรค ใช้เบรคอย่างเดียวก็ไปไหนไม่ได้ ใช้คันเร่งอย่างเดียวก็อันตรายอาจกู่ไม่กลับ สมดุลระหว่าง Economic Value Creation กับ Social Value Creation  จึงจะนำพาองค์กรไปตลอดรอดฝั่งอย่างปลอดภัย

Comment

Comment:

Tweet