ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า “ ทุนนิยม”  และ “กระแสโลกาภิวัตน์”  เป็น The Winner of the 20th Century ทั้งนี้เพราะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คือจากปี 1980 ถึงปัจจุบัน Global GDP มีการขยายตัวประมาณสี่เท่าตัว การค้าโลกเติบโตมากกว่า 6 เท่าตัว ในขณะที่ Stock ของการลงทุนระหว่างประเทศขยายมากกว่า 20 เท่าตัว Portfolio Capital Flows ก็เช่นกัน  มีการขยายตัวมากกว่า 10 เท่าในช่วงเดียวกัน   Global Financial Assets เติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 4 เท่าของ Global GDP

ในปัจจุบัน บรรษัทข้ามชาติมีมากกว่า 80,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2000 ในปี 2007 มูลค่าการซื้อและควบรวมกิจการระหว่างประเทศ  (Cross-Border M&A) สูงขึ้นถึง $1.8 trillion ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า  21 % เมื่อเทียบกับปี 2000   มิเพียงเท่านั้น ทุนนิยม และ กระแสโลกาภิวัตน์ มีส่วนผลักดันให้อัตราส่วน Merchandise Trade (วัดจากมูลค่านำเข้าและส่งออก) ต่อ World GDP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย จาก 2 %ในปี 1800 เป็น 22 %ในปี  1913 และเป็น  20 % ในปี 1950 และปรับไปสู่ระดับที่มากกว่า  60 %ในปัจจุบัน

                ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 1950-2000 การค้ามีการเติบโตเหนือกว่าการเติบโตของการผลิตในทุกภูมิภาค ส่วนแบ่งของการค้าใน GDP ของหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย จาก 20 % กลายเป็น 100 %ของ GDPในกรณีของญี่ปุ่น จาก 40 % กลายเป็น มากกว่า 80 % ของ GDPในแคนาดา จาก  60 % กลายเป็น 80 % ของ GDPในยุโรปตะวันตก  จาก 35 % กลายเป็น 60 % ของ GDPในลาตินอเมริกา จาก 50 % กลายเป็น 70 %ของ GDPในประเทศกลุ่ม Sub-Saharan Africa และจาก 10 % กลายเป็น 20 %ของ GDP ในสหรัฐอเมริกา

                ส่วนแบ่งของ Inward FDI  ณ ปัจจุบัน คือ 27 % ของ Global GDP หากพิจารณาเป็นเรายภูมิภาค ในยุโรป จะมีส่วนแบ่งของ Inward FDI  มากกว่า 40 % ของ GDP ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา มีส่วนแบ่งของ Inward FDI ประมาณ 30 % ของ GDP และ15 % ของ GDP ในประเทศสหรัฐอเมริกา

กระแสโลกภิวัตน์ท่ามกลางภาวะเสี่ยง

อย่างไรก็ดี เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008  หรือที่เรียกว่า Great Crisis ตัวเลขต่างๆเริ่มปรับทิศทาง  Net private capital flows ที่ไปยังกลุ่มประเทศ  Emerging Markets ตกลงจาก$929 billion ในปี 2007 เหลืออยู่เพียง $667 billion ในปี 2008  โดยกลุ่มประเทศ  Emerging Europe  ถูกผลกระทบมากที่สุด โดยมี Net private capital flows เหลืออยู่เพียง $20 billion ในปี 2009 ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าปี 2008 (ซึ่งอยู่ที่ $267 billion) มากกกว่า 10 เท่าตัว  และต่ำกว่า 20 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2007  (ซึ่งอยู่ที่ $393 billion)

มิเพียงเท่านั้น Great Crisis ยังได้ส่งผลให้การค้าโลกหยุดนิ่งและเริ่มทรุดตัวลงในช่วงหลังของปี 2008 และหดตัวลงประมาณ 12 % ในปี 2009  ในทำนองเดียวกัน Global FDI ได้ลดลงจาก $1.98 trillion ในปี 2007 เป็น $1.7 trillion ในปี 2008 และลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ $1.04 trillion ในปี 2009 โดยผลกระทบสูงสุดตกอยู่ที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยในปี 2009 มี FDI flows ตกลง  41 % จากปี 2008

หากย้อนไปในอดีต เท่าที่ประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ วิกฤตทางการเงินระหว่างประเทศ ได้เกิดขึ้นในปี 1910 คือ Shanghai Rubber Stock Market Crisis ตามมาด้วย The Great Depression ในช่วงปี 1930s หลังจากนั้นมีช่วงทิ้งห่างพอสมควร จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันหรือ Oil Shock ในปี 1973 ตามมาด้วย Latin American Debt Crisis ในช่วงปี 1980s  Black Monday ในปี 1987 US Saving & Loans Crisis ในช่วงปี 1987-1991 Japanese Asset Bubble Collapse ในช่วงปี 1990s จนกระทั่งเกิดเป็น Japan’s Lost Decade ตามมาด้วย Black Wednesday ในยุโรป ในช่วงปี 1992-1993 Mexico Peso Crisis ในช่วงปี 1994-1995 ตามมาด้วย Asian Financial Crisis ซึ่งเริ่มต้นที่ประเทศไทยตามมาด้วยเกาหลีใต้และอินโดเนเซีย หรือที่เรียกกันว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 1997-1998  ตามมาด้วย Russian Default ในปี 1998 Argentina Crisis ในปี 2002  และ Global Financial Crisis หรือ Great Crisis ในปี 2008-2009  และล่าสุด European Sovereign Debt Crisis และ Currency War ในปี 2009 ที่ผ่านมา

วิกฤตทางการเงินโลกดังกล่าวยังสอดแทรกด้วยวิกฤตอื่นๆ อาทิ Dot Com Burst, Real Estate Bubble ในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หรือ Commodity Price Bubble ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นถึงระดับ 140 เหรียญต่อบาเรลและตกลงไปที่ 60 เหรียญต่อบาเรลในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อปี 2008

จึงดูเหมือนว่า จากนี้ไป วิกฤตต่างๆมิเพียงแต่จะมีมากขึ้น ยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบที่หนักหน่วงขึ้น สิ่งที่จะอยู่คู่กับ Globalization of Nation-State, Globalization of Companies และ Globalization of People คือ Globalization of Threats & Risks ซึ่งจะเป็นเงาดำของกระแสโลกาภิวัตน์ จึงอาจกล่าวได้ว่า  Perpetual Crisis จะเป็น The New State of Being อยู่คู่กับประชาคมโลกอีกยาวนาน

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต  

Great Crisis ในปี 2008 ทำให้ช่วงปี 2009-2010 ประเ ทศต่างๆเกือบทุกภูมิภาคง่วนอยู่กับการออกมาตรการ Fiscal Stimulus ต่างๆเพื่อป้องกันหรือเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากมาตรการ Fiscal Stimulus มีประสิทธิภาพจริง ปี 2011 น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเริ่มฟื้นตัว เกิดการลงทุนและมีการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่าเกิด Uneven Economic Discovery ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies กล่าวคือ กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ Emerging Economies โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเซีย มีการฟื้นตัวที่รวดเร็วและกลับมามีการเติบโตที่เข้าสู่ระดับปกติ (ดูตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1: GDP Growth 2009-2012

ณ ขณะนี้ Advanced Economies ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการด้วยกัน คือ  Deflation, Deleveraging และ Debt  หรือ 3Ds อย่างเรื่องหนี้สาธารณะนั้น ถือเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก Government Gross Debt คิดเป็น % GDP ของประเทศในกลุ่มมีมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างมีนัย ตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาเพียง 5 ปี คือจากปี 2007-2011 Government Gross Debt ของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก  62 % GDP เป็น 99% GDP ญี่ปุ่นจาก 188 % GDP เป็น 234% GDP สหราชอาณาจักร จาก  44 % GDP เป็น 82% GDP และกรีซจาก 96% GDP เป็น 139% GDP

ในทางตรงกันข้าม ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Emerging Economies กลับมีแนวโน้มของ Government Gross Debt คิดเป็น % GDP ที่คงตัว อย่างเช่น Government Gross Debt ของบราซิล ขยับจาก 65% GDP มาเป็น 67% GDP จีนจาก 20% GDP  มาเป็น 19% GDP และอินเดียจาก 73% GDP มาเป็น 71% GDP

 

ตารางที่ 2: Government Gross Debt

ในขณะที่ Advanced Economies กำลังเผชิญอยู่กับภาวะ 3 Ds Emerging Economies กลับเผชิญกับสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ Inflation, Asset Price และ Job/Wage ที่เพิ่มขึ้น  ณ ขณะนี้ เงินเฟ้อจะเป็นประเด็นท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2011-2012 ประเทศในกลุ่มอาเซียน จะมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 3-6 %  จีนจะอยู่ที่ระดับ 3% ในขณะที่อินเดียจะอยู่ที่ระดับ 5.8% ซึ่งตรงข้ามกับ Advanced Economies ที่จะมีอัตราเงินเฟ้อติดลบใกล้ศูนย์ไปจนถึง 2%  (ดูตารางที่ 3)        

 

ตารางที่ 3: Inflation 2009-2012

Uneven Economic Recovery ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Growth Divergence พร้อมๆกับ Income Convergence ระหว่าง Advanced Economies กับ Emerging Economies จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายๆประเทศในกลุ่ม Advanced Economies กำลังเผชิญกับทางสองแพร่ง ระหว่างการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง  (Austerity) โดยการจัดเก็บรายได้ด้วยการเพิ่มอัตราภาษี พร้อมๆกับการลดงบประมาณการใช้จ่ายลง เพื่อลดภาระหนี้ กับ  การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งหมายถึงการลดอัตราภาษีพร้อมๆกับการเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการบริโภค  มิเพียงเท่านั้น หลายๆประเทศในกลุ่ม Advanced Economies ยังต้องปรับเปลี่ยน Micro Foundation ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสถาบันการเงิน

ปรากฎการณ์ที่เกิดควบคู่กับ Growth Divergence, Income Convergence คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการค้าโลก หากใช้ปี 2000 เป็นปีฐานเทียบเท่ากับ 100 จะพบว่า การค้าระหว่างในรูปแบบของการส่งออกและนำเข้าของกลุ่ม Advanced Economies มีอัตราเติบโตในลักษณะที่ชะลอตัว ในทางตรงข้าม การค้าในรูปแบบของการส่งออกและนำเข้าของกลุ่ม Emerging Economies มีการเติบโตในอัตราเร่ง (ดูรูปที่ 1) อย่างเห็นได้ชัด

 

รูปที่ 1:โครงสร้างการค้าโลก 1995-2010

เศรษฐกิจโลกในทศวรรษจากนี้ไป

ในกระแสโลกภิวัตน์ท่ามกลางภาวะเสี่ยง คำถามคืออะไรคือ  Critical Issues ใน New Age of Global Capitalism ประเด็นของเศรษฐกิจโลกที่น่าติดตามในทศวรรษจากนี้ไป ประกอบด้วย

1)               American Century Vs. Asian Century

2)               Old Emerging Economies Vs. New Emerging Economies

3)               Market Capitalism Vs. State Capitalism

4)               Globalism Vs. Regionalism

1)           American Century Vs. Asian Century

เศรษฐกิจโลกกำลังค่อยๆปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จาก American Century สู่ Asian Century การกลับมาทะยานอีกครั้งหนึ่งของเอเซีย จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอารยธรรมโลก  รอยปริของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่แตกต่างและไม่ลงตัวจะมีมากขึ้น และมีแนวโน้มที่หนักหน่วงขึ้น

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่า  แม้จะอยู่ในช่วงขาลง แต่ขนาดเศรษฐกิจอเมริกาปัจจุบันก็ใหญ่เป็น 3.3 เท่าของเศรษฐกิจจีน หากจีนจะทะยานขึ้นเทียบเคียงกับสหรัฐ จำเป็นจะต้องรักษาระดับของการเติบโตในอัตราที่สูงเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ทศวรรษ จึงจะปิดช่วงห่างนี้ได้ มิเพียงเท่านั้น  การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะคงความยิ่งใหญ่ ดำรงความเป็นมหาอำนาจได้  ประเทศนั้นจะต้องมี Good Law และ Good Arms ไปพร้อมๆกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ นั่นหมายความว่า หากจีนต้องการทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก จะต้องมีทั้งสององค์ประกอบนี้ ซึ่งหมายถึงการยกเครื่อง Institutional และ Regulatory Framework กันขนานใหญ่ พร้อมๆกับการ Modernize กองทัพประชาชนจีนให้แข็งแกร่ง และเป็นกองทัพที่ทรงประสิทธิภาพเทียบชั้นกองทัพอเมริกา   

ดังนั้น อาจเป็นการเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปลงไปว่า ในช่วงทศวรรษข้างหน้า จะเป็นการปรับเปลี่ยนจาก American Century สู่ Asian Century อย่างแท้จริง เพราะสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษจากนี้ไป ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โอกาสน่าจะเป็นเพียงการลดทอนอิทธิพลและบทบาทของสหรัฐอเมริกา จากการเป็น Uni-Polar Superpower ในประชาคมโลก มาเป็น Multipolar Superpowers ซึ่งมีประเทศผู้เล่นที่มีบทบาทมากรายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี จะไม่ใช่  Multipolar Superpowers ที่แต่ละประเทศมีอิทธิพลหรือมีสิทธิมีเสียงเท่าๆกัน   แต่จะเป็น Multipolar Superpowers ที่สหรัฐอเมริกายังจะมีอิทธิพลและบทบาทเหนือประเทศอื่นๆ ในรูปแบบของ “First Among Equal”  

2)           Old Emerging Economies Vs. New Emerging Economies

ประเทศที่สามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาใหม่ จากกระแสโลกาภิวัตน์ หรือที่ Fareed Zakaria เรียกว่า The Rise of the Rest  จะมีอัตราการเติบโตที่สูงในทศวรรษนี้  ในทศวรรษที่ผ่านมา เราพูดถึงการทะยานขึ้นมาของ Emerging Economies อย่าง BRICs นั่นคือ Brazil, Russia, India และChina ในทศวรรษนี้  Emerging Economies จะกินส่วนแบ่งไม่น้อยกว่า 50 % ของ Global Growth ประเทศในกลุ่มนี้ จะมีคนชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อ มากกว่า 700 ล้านคน และที่สำคัญ จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีพลวัต  นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะถูกผลักดันออกมาจาก Emerging Economies ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น

นอกเหนือจากกลุ่ม BRIC ที่จะทะยานอย่างต่อเนื่อง ในทศวรรษที่จะถึงนี้ ให้เฝ้าจับตาการทะยานขึ้นมาของกลุ่มที่เรียกว่า New Emerging Economies หรือที่บางท่านเรียกว่า Emerging Emerging Economies กลุ่มนี้กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ อย่าง ตุรกี อิหร่าน และซาอุดิอารเบีย ในตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ในแอฟริกา อาเจนตินา ชิลี เม็กซิโกในลาตินอเมริกา หรืออินโดเนเซีย ซึ่งถูกจัดว่าเป็น The Emerging Market Star ของปี 2011

ตุรกี เป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีพลวัตสูงสุดประเทศหนึ่งในโลก ในขณะที่ซาอุดิ อารเบียเริ่มที่จะผ่อนคลาย กฏระเบียบในการทำธุรกิจและการลงทุนในประเทศ หลายคนเริ่มพูดถึงเม็กซิโกในเรื่องของบรรษัทที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก และการมีคนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น หรืออินโดเนเซียเอง ก็มีเสน่ห์ในสามเรื่องใหญ่ๆ คือการมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ การขายาตัวของคนชนชั้นกลาง และการเริ่มมีธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มประเทศยากจนและมีความเสี่ยงสูง อย่าง เวียดนาม ศรีลังกา ปากีสถาน บังคลาเทศ ในเอเซีย และไนจีเรีย เคนยา รันดาใน Sub-Saharan แอฟริกา  ก็กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเอง อย่างไนจีเรีย ซึ่งมีแหล่งน้ำมันสำรองอันดับสิบของโลก เริ่มมีเสถียรภาพทางด้านการเมือง ธนาคารโลกได้จัดอันดับให้ ราวันดาเป็นแชมป์ของ Pro-Business Reformer  ในปี 2010 หรืออย่างเวียดนาม ที่มี Literacy Rate มากกว่า 90% และมีประชากรกว่า 1 ล้านคนต่อปีเข้ามาในตลาดแรงงาน

หาก Emerging Economies อย่าง BRICs เป็นคลื่นลูกที่หนึ่ง Emerging Emerging Economies จะเป็นคลื่นลูกที่สองที่จะเริ่มมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลกในทศวรรษที่จะมาถึงนี้

3)           Market Capitalism Vs. State Capitalism

ผลกระทบของ Great Crisis ที่ยืดเยื้อ จวบจนถึงปัจจุบัน โอกาสที่จะใช้องค์การการค้าโลก หรือ WTO เป็นตัวกลางในการทำให้เกิด One World, One Trading System ในทศวรรษจากนี้ไปคงเป็นไปได้ยาก ในทางตรงข้าม โอกาสที่จะเกิด Economic Nationalism ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตะวันตก จะมีอยู่สูง  อย่างในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีนโยบายที่จะลดการนำเข้า ด้วยการผลักดันให้เกิด “Reindustrialization” ขึ้นในประเทศ จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตจากประเทศต่างๆ ผ่าน Outsourcing หรือ Offshoring หลายประเทศในโลกตะวันตกเริ่มหวาดวิตกการซื้อหรือเข้าควบกิจการทั้งจากรัฐหรือเอกชนในต่างประเทศ  ด้วยการออกมาตรการต่างๆกีดกัน รวมถึงการที่รัฐเองเข้าไปประคองสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ กระแสว่าด้วย Deregulation และ Privatization ตามฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) กำลังถูกแทนที่ด้วย Reregulation และ Nationalization แทน จึงอาจกล่าวได้ว่า State Capitalism เป็นกระแสที่เกิดขึ้นหลัง Great Crisis ซึ่งมีโอกาสเกิดทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน) และประเทศที่พัฒนาแล้วที่ชูธงของ Market Capitalism เดิมอย่างสหรัฐอเมริกา

State Capitalism ในรูปแบบใหม่จะมุ่งผลประโยชน์ของชาติในปริมณฑลที่กว้างขึ้น ครอบคลุม Agenda สำคัญๆ อาทิ เรื่อง Food & Fuel Security  ที่หลายประเทศเริ่มผลักดัน Offshore Farming อย่างจีนได้ขยายการลงทุนในลาตินอเมริกาและแอฟริกา ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบทางด้านอาหารและพลังงานในเชิงความมั่นคง แต่ยังมองถึงศักยภาพในการทำกำไรระยะยาวในเชิงธุรกิจ จาก Global Middle Class ที่เพิ่มขึ้น  จีนได้กว้านซื้อพื้นที่ขนาดใหญ่ทั่วแอฟริกาในการผลิตอาหารและพลังงานทดแทน อินเดียก็เช่นเดียวกัน ธุรกิจในอินเดียร่วมทุนกันในลักษณะ Consortium เพื่อเข้าไปลงทุนใน Corporate Farming ของพืชน้ำมัน ในลาตินอเมริกา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุรุกวัยและปารักกวัย ) หรืออย่างรัฐบาลของประเทศในตะวันออกกลางและเอเซียที่ร่ำรวย อย่างสิงคโปร์ ไต้หวันหรือเกาหลีใต้ ได้เริ่มทะยอยซื้อเก็บ Arable Farmland ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของ Global Middle Class ความไม่สมดุลของประชากรในภูมิภาคต่างๆ ประกอบกับการต้องเผชิญภาวะโลกร้อน ทำให้ระดับราคาสินค้า Commodity โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดอาหาร พลังงาน วัตถุดิบต่างๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในหมวดอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ (ดูรูปที่ 2) ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดวิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน หรือการเพิ่มขึ้นของระดับราคาวัตถุดิบต่างๆ  จะมีอยู่สูงในทศวรรษข้างหน้านี้

 

รูปที่ 2: World Price Index

Globalism Vs. Regionalism   

การทะยานขึ้นของทั้ง Old Emerging Economies และ New Emerging Economies ก่อให้เกิด Global Pluralism ประเทศ Emerging Economies เหล่านี้  มีความมุ่งมั่น นโยบาย ยุทธศาสตร์และวาระแห่งชาติที่เป็นของตัวเอง จะมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ได้คล้อยตามโลกตะวันตกแบบเดิมๆ เสมอไป ทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดการบูรณการในเศรษฐกิจโลก (Global Economic Integration) ตามความคิดแบบตะวันตก เป็นไปด้วยความลำบาก  มิเพียงเท่านั้นโอกาสที่จะร่วมมือร่วมใจกันในการจัดการกับ Global Issues อย่างประเด็นโลกร้อน ขบวนการการก่อการร้ายข้ามชาติ  การแพร่ระบาดของอาวุธนิวเคลียร์ หรือการระบาดของโรค จะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   เมื่อหัวเรือใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความร่วมมือกันในประชาคมโลกจึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง จาก Multilateralism มาสู่ Plurilateralism มากขึ้น โดยเป็นการร่วมมือกันเองระหว่างประเทศในกลุ่มต่างๆ  กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก คือ กลุ่ม G20 ซึ่ง ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีอินโดเนเซียเพียงประเทศเดียวที่อยู่ในกลุ่ม G20 นี้ กลุ่มที่น่าสนใจนอกจาก BRIC แล้วคือกลุ่ม BASICs ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศจีน อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ หรือกลุ่ม  IBSA ซึ่งมี อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ หรือกลุ่ม Shanghai Co-operation Organization เป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกของ CIS (Kazakhstan, Kyrgyzstan, Tajikistan, Uzbekistan และ Russia) บวกกับจีน (ดูรูปที่ 3)

 

รูปที่ 3: Plurilateralism

ประเทศไทยเองได้ยึดยุทธศาสตร์ว่าด้วย Asean Centrality อย่างมั่นคงโดยหวังว่า เมื่อเกิด Asean Economic Community หรือ AEC จะทำให้เกิด Single Market ที่มีขนาดประชากร 585 ล้านคน (คิดเป็น 9 % World Population)  และมี GDP รวม 1,275 bil US$  (คิดเป็น 2 % World GDP) และเมื่อขยายตัวออกไปเป็น ASEAN+3 ซึ่งมีจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาร่วม จะทำให้มีขนาดประชากร 2,068 Mil  (31% World Population) และมี GDP รวม 9,901 bil US$ (18 % World GDP) และหากขยายวงออกไปอีกเป็น ASEAN + 6 โดยรวมอินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เข้าไปด้วย จะทำให้มีขนาดประชากรเพิ่มขึ้นเป็น  3,284 mil  (50% World Population) และมี GDP รวม 12,250 bil US$  (22% World GDP)

อย่างไรก็ดี การรวมตัวของกลุ่ม ASEAN +X ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง ผิดกับ European Union ความมุ่งมั่น ความจริงใจที่จะร่วมมือกันภายในกลุ่ม ASEAN ยังอยู่ในระดับต่ำทั้งในภาครัฐและเอกชน มิเพียงเท่านั้น สินค้าต่างๆที่ส่งออก ของประเทศสมาชิก มีลักษณะที่ Supplement กันมากกว่าที่จะ Complement นั่นหมายความว่า มีแน้วโน้มที่จะแข่งขันกันเองสูง เพราะเป็น Commodity Goods เหมือนๆกัน  (ดูตารางที่ 4 ประกอบ) ผิดกับการค้าของกลุ่ม EU ซึ่งจะมี Differentiation ในกลุ่มสินค้าเดียวกัน การแข่งขันระหว่างกันเองจึงมีอยู่ค่อนข้างต่ำ

 

ตารางที่ 4: สินค้าของอาเซียนแข่งขันกันเองในระดับที่สูง

ปัญหาของ ASEAN อีกประการหนึ่งมาจากประเทศที่เป็นพันธมิตร มีความขัดแย้งกันเอง อย่างกรณีของจีนกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่ง จีนกับอินเดียเอง ยกตัวอย่างเช่น จีนพยายามผลักดัน ASEAN +3 เพราะตัวเองจะได้มีอิทธิพล ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องการที่จะผลักดัน ASEAN + 6 เพราะจะได้ใช้ประเทศอื่นในการคานอำนาจกับจีน

ในทศวรรษจากนี้ไป ซึ่งที่จะต้องเฝ้าจับตาดูคือ  การก่อตัวขึ้นของ Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีประเทศในอาเซียนสองประเทศคือ สิงคโปร์และบูรไน กับนิวซีแลนดืและชิลี เป็นประเทศผู้ริเริ่ม ตามมาด้วยประเทศอาเซียนอีกสองประเทศ คือ มาเลเซีย และเวียดนาม ออสเตรเลีย เปรู และสหรัฐเมริกาเข้าร่วมกลายเป็น 9 ประเทศในปัจจุบัน และกำลังจะมีอีกหนึ่งประเทศในอาเซียน คืออินโดเนเซีย  ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และเม็กซิโก เข้าร่วมสมทบในเร็วๆนี้ โดยกลุ่ม TPP มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอย่างเต็มที่ และดูเหมือนจะมีวาระซ่อนเร้นเพื่อคานอำนาจทางเศรษฐกิจกับจีน

ในขณะที่ ASEAN ยังมีความคืบหน้าไม่ไปถึงไหน โอกาสที่จะเห็น AEC เต็มรูปแบบในอีก 4 ปีข้างหน้าคงเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญ มีสมาชิกของ ASEAN ทยอยไปร่วมกับ TPP ปล่อยให้ไทยตกกระบวนรถไฟเที่ยวสำคัญ    ประเด็นสำหรับประเทศไทยก็คือ เราจะมีนโยบายและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนอย่างไร เพื่อรองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในทศวรรษหน้านี้

คำถามคือ ประเทศไทยมีนโยบายและยุทธศาสตรการค้าและการลงทุนที่มีความแหลมคม ชาญฉลาดพอที่จะรับมือกับการแข่งขัน และพลวัตการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจในทศวรราจากนี้ไปหรือไม่  คำตอบคือ………..

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบครับ มือมใหม่อย่างผม จะพยายามทำความเข้าใจนะครับ ^^

#1 By Suppawat Ruksorn (192.168.123.51, 125.27.136.136) on 2011-10-10 09:45