ยุทธศาสตร์ชาติรับมือโลกเสี่ยง

 

วันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแผ่นใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ตามแนว Ring of Fire โดยห่างจากชายฝั่งทะเลของเกาะฮอนชู ประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิความสูงกว่าสิบเมตร ถาโถมวิ่งเข้าหาชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ ด้วยความเร็วกว่า 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วภาพแห่งความพินาศก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง การถาโถมของคลื่นยักษ์ส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่เมืองฟุกุชิมะ ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียวออกไป 250 กม มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี และเกิดการระเบิดในเวลาต่อมา  ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 9,000 คน มีผู้คนที่สูญหายมากกว่า 13,000 คน

ชนชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีสัญชาตญาณแห่งการระแวงภัยธรรมชาติในสายเลือด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สั่งสมตกทอดมาจากบรรพบุรษ กอปรกับการเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและสึนามิ  ญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด ในการรับมือกับภัยธรรมชาติดังกล่าว แต่ในความเป็นจริง กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่

หากพวกเรายังจำได้ เหตุการณ์สึนามิ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2004 ได้คร่าผู้คนกว่า 280,000 คนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงพังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามมาด้วยพายุเฮอริเคน Katrina  โหมกระหน่ำรัฐลุยเซียนา และ มิสซิปซิปปี ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2005 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,300 คน และผู้คนกว่า 1.5 ล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนพฤษภาคม 2008 พายุไซโคลน Nargis ได้ถาโถมแผ่นดินพม่า และคร่าชีวิตผู้คนกว่า 140,000 คน และเมื่อเร็วๆนี้ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน คร่าผู้คนกว่า 70,000 คน และทำให้ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่า 5 ล้านครอบครัว

หากพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นในเชิงปริมาณ ต้องถือว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆข้างต้น เป็น Natural Hazard ที่มีระดับความรุนแรงกว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมามาก

อย่างที่ทราบกันดี โดยปกติ ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เป็น Surprise สำหรับคนญี่ปุ่น แต่สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถูกออกแบบให้สามารถป้องกันคลื่นสึนามิสูงสุดขนาด 8 เมตร ในขณะที่เกิดคลื่นยักษ์สูงขนาด 10 เมตร จนเกิดการรั่วซึมของสารกัมมันตภาพรังสี และระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ณ ขณะนี้  จึงผิดกับภัยพิบัติกรณีอื่นๆที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะนอกเหนือจากเกิด Natural Hazard จากแผ่นดินไหวและสึนามิแล้ว ยังเกิดTechnological Hazard จากการรั่วซึมของสารกัมมันตภาพรังสีไปพร้อมๆกัน Natural Hazard และ Technological Hazard ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้การกู้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น มีความซับซ้อนและความไม่แน่นอนอยู่ในระดับที่สูง

โลกแห่งภัยคุกคาม (The World of Threats)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ถือว่ายังมีระดับความรุนแรงที่ต่ำมาก หากเปรียบเทียบกับภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์น้ำท่วมที่แม่น้ำฮวงโหเมื่อปี 1931 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 3.7 ล้านคน  ตามมาด้วย น้ำท่วมใหญ่ในประเทศจีน เมื่อปี 1959  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ใน Upper Egypt และ Syria ในปี 1201  ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1.1 ล้านคน

อย่างไรก็ดี  เหตุการณ์ภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ตารางที่ 1 แสดงภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ซึ่งเป็นปฏิสัมพันธ์ในหลายระดับ ในหลากมิติ ครอบคลุมภัยคุกคามที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน ระหว่างปัจเจกบุคคล ระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคม ระหว่างรัฐกับรัฐด้วยกัน  หรือไขว้กัน อาทิ ระหว่างรัฐกับกลุ่มต่างๆในสังคม ระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล หรือระดับโลก รวมถึงภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์

 

ตารางที่ 1 : ภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ

จากการสำรวจของ Human Security Center โดยสอบถามถึงภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต จากการสุ่มตัวอย่างจำนวน 6,043 คนใน 11 ประเทศ (ประกอบด้วย บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทย) พบว่า อาชญกรรมเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตถึง 27% ตามมาด้วยการก่อการร้าย 15% ความไม่มั่นคงปลอดภัยทางด้านเศรษฐกิจและภัยคุกคามที่มีต่อสุขภาพ 12% อุบัติเหตุและภัยพิบัติตามธรรมชาติ 12 % และการเกิดสงคราม 8%

ชีวิตท่ามกลางโลกเสี่ยง

โลกแห่งภัยคุกคาม ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ความเสียหายทางตรงประกอบไปด้วยการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ค่าใช่จ่ายหรืองบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการซ่อมสร้าง ทดแทน กอบกู้ และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน องค์กรภาครัฐและเอกชนที่ได้รับผลกระทบ   ส่วนความเสียหายทางอ้อมประกอบไปด้วย กระแสรายได้ในอนาคตที่ต้องขาดหายไป การเติบโตที่ชะลอตัว ผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากการเคลี่อนย้ายอพยพผู้คนจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง การศึกษาของเยาวชนที่ต้องสะดุดลง รวมถึงการล้มละลายของบริษัทเอกชน

จึงดูเสมือนว่า จากนี้ไป ความกลัวจะเป็นตัวกำหนดทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน ภายใต้โลกเสี่ยง วาทกรรมว่าด้วยการจัดระเบียบทางสังคม หรือการปฎิรูปทางการเมือง (Social Order & Political Reform) จะถูกแทนที่ด้วยวาทกรรมว่าด้วยความมั่นคง (Security) แต่จะไม่ใช่ความมั่นคงในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่เน้นภาพใหญ่ของความมั่นคงของประเทศ (National Interest) หรือความมั่นคงทางด้านการทหาร (Military Security) แต่จะเป็นความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน (Human Security) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Non-Conventional Security เป็นสำคัญ

ในบริบทของการบริหารจัดการ มีสองปัจจัยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คือ Risk & Return โดยแต่เดิมมานั้น เรื่องของ Return จะเป็นตัวหลัก (Core) ในขณะที่เรื่องของ Risk จะเป็นตัวเสริม (Complement) ภายใต้โลกแห่งภัยคุกคาม เรื่องของ Risk Management, Management of Uncertainty, Management of Insecurity, Crisis Management และ Emergency Management จะกลายเป็นแกนหลักของการบริหารจัดการ เมื่อพิจารณาทั้ง 5 Disciplines อย่างรอบคอบแล้วเท่านั้น จึงจะค่อยมาพิจารณาเรื่องของ Return ในลำดับถัดมา

ภัยคุกคามต่างๆที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้หลักการประเมินความเสี่ยง (Risk Evaluation Principles) เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของ Laissez-faire Risk Evaluation Principle โดยมีความเชื่อว่า Something is safe until it has been proven dangerous หรือ “When in doubt, opt for doubt” ภายใต้โลกแห่งภัยคุกคาม ฐานคิดดังกล่าวถูกท้าทาย ในโลกแห่งภัยคุกคาม ผู้คนเริ่มหันมาใช้ Precautionary Risk Evaluation Principle ภายใต้ความเชื่อที่ว่า Nothing is safe until it has been proven harmless หรือ “When in doubt, opt against doubt”

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการโลกเสี่ยง

โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงที่เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจะเป็นผลคูณของ 2 ปัจจัย คือ โอกาสที่น่าจะเป็น (Probability) ของการเกิดเหตุการณ์นั้น กับ ผลกระทบ (Impact) หรือระดับความรุนแรงที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น

ลองพิจารณาโอกาสที่น่าจะเป็น และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก Scenarios ต่างๆดังต่อไปนี้

Scenario I โอกาสที่น่าจะเป็นที่ประเทศญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหวที่สูงกว่า 8.9 ริกเตอร์อีกครั้งในปีนี้ และจะส่งผลกระทบต่อทำให้เกิดความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบทางตรง/ทางอ้อม ระยะสั้น/ระยะยาว ต่อประเทศไทย และต่อโลกอย่างไร

Scenario II จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลิเบียขณะนี้ โอกาสที่ราคาน้ำมันจะถีบตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในระดับที่สูงกว่า 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาเรล ในปีนี้ มีอยู่เท่าไร และจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของโลกและประเทศไทยโดยรวมอย่างไร

Scenario III ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน จะทำให้มีโอกาสที่จะเกิด Shortage of Foods ในช่วงสามปีจากนี้ไปอยู่เท่าไหร่  การขาดแคลนอาหารดังกล่าวส่งผลกระทบในประชาคมโลกในภาพรวมอย่างไร ส่งผลกระทบต่อประเทศที่ร่ำรวยอย่างไร ต่อประเทศที่ยากจนอย่างไร และเป็นโอกาสหรือภัยคุกคามสำหรับประเทศไทย

Scenario IV โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกทีมีความรุนแรงกว่าปี 2008 ที่ผ่านมา อีกครั้ง ในสามปีจากนี้ไป มีอยู่เท่าไหร่ และถ้าเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่ร่ำรวยแต่กำลังรื้อปรับระบบเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อประเทศ Emerging Economies อย่าง บราซิล รัสเซีย จีน และ อินเดีย อย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร

Scenario V โอกาสที่ประเทศไทยจะทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาในปีนี้ จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีอยู่มากน้อยเพียงใด สงครามดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย ทั้งในมิติทางการเมือง และความมั่นคงกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆอย่างไร กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างไร

Scenario VI โอกาสที่จะเกิดการปฎิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยในปีนี้ มีอยู่เท่าไหร่ และการปฎิวัติจะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลกอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยอย่างไร

บางคนอาจกล่าวว่า เหตุการณ์ใน Scenario I-VI ข้างต้น เป็น Surprise แต่โดยความจริงแล้วไม่ใช่ Unpredictable Surprise แต่เป็น  Predictable Surprise ที่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นได้    ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ในกรณีดังกล่าว โอกาสที่น่าจะเป็นที่คลื่นยักษ์สึนามิจะสูงกว่า 8 เมตรนั้น นั้นมีค่ามากกว่าศูนย์ เพียงแต่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เป็น Low Probability แต่ High Impact หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีอยู่ต่ำมาก แต่หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในวงกว้าง ดังที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักอยู่เสมอว่า “A low risk is not no risks”

เราจัดเหตุการณ์ประเภท Low probability/High Impact Event เป็นความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment คำถามก็คือ เราจะบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment นี้ อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment

Extreme Environment ครอบคลุมภัยพิบัติตามธรรมชาติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ องค์ประกอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  ประกอบไปด้วย

1)            การคาดการณ์ความเสี่ยง (Risk Forecasting) อย่างที่ทราบกันดีว่า ความสูญเสียจากภัยพิบัติหรือภัยคุกคามมิได้มีแต่ผลกระทบระยะสั้น และความเสียหายทางตรง แต่ยังส่งผลกระทบระยะยาวและก่อให้เกิดความเสียหายทางอ้อม ดังนั้น การปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือ ตัวแปรที่ใช้วัด กระบวนการการเก็บและ Update ข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาโมเดลการพยากรณ์ ให้เกิดความแม่นยำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงหรือทุเลาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพยากรณ์อากาศในระดับที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อให้มีข้อมูลมราเพียงพอต่อการตัดสินใจการเคลื่อนย้ายอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ หรือตัดลดค่าใช้จ่ายในค่าขนส่งลำเลียงที่ไม่จำเป็นลงได้

2)            การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง (Communicating Risk information) เป็นธรรมชาติของผู้คนที่มักจะละเลยเหตุการณ์ที่เป็น Low Probability โดยคิดว่าตัวเองจะไม่มีทางประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การให้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น อาทิ มีการระบุช่วงเวลาที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจความเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์นั้นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากบริษัทกำลังพิจารณากรมธรรม์ประกันอุทกภัยที่จะเกิดน้ำท่วมประเภท 1-in-100 year flood สำหรับโรงงานใหม่ที่มีอายุใช้งาน 25 ปี ใน 2 ทางเลือกด้วยกัน:

 

ทางเลือกที่หนึ่ง มีโอกาสเกิด 1 ใน 5 ในช่วง 25 ปีของอายุโรงงาน  

ทางเลือกที่สอง มีโอกาสเกิด 1ใน 100 ในปีที่สองหลังการตั้งโรงงาน

 

ภายใต้สองทางเลือกข้างต้น โอกาสที่ผ่ายจัดการจะ take serious กับทางเลือกที่หนึ่งมีมากกว่าทางเลือกที่สอง

3)            สิ่งจูงใจเชิงเศรษฐกิจ (Economic Incentives) สิ่งจูงใจทั้งที่เป็นบวกและลบ จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้คน ว่าจะเลือกใช้มาตรการป้องกันภัย (Protective measures) หรือไม่ ลองเปรียบเทียบดูระหว่าง นโยบายที่เสนอลดค่า Insurance premium สำหรับเจ้าของบ้านที่ยอมใช้มาตรการลดความเสียหาย (Loss Reduction Measures) อันเนื่องมาจากน้ำท่วมในแถบริมฝั่งแม่น้ำ Mississippi กับนโยบายที่จะให้ Incentive กับชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็น Flood-Prone Areas จากทั้งสองทางเลือก แม้ว่าผู้คนจะคิดคำนวณถึงผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับในปีแรก ปีที่สอง หรือ ปีที่สิบ ปีที่ยี่สิบปี ก็ตาม แต่คนเหล่านี้จะไม่มองว่ามาตรการที่นำเสนอนั้นน่าสนใจ  ตราบใดที่ยังมี up-front cost ในจำนวนไม่น้อยที่ตัวเองต้องจ่ายออกไปก่อน

4)             ความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และแม้กระทั่งกลุ่ม Non-profit ล้วนแล้วแต่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการ share costs และ share benefits ที่ได้จากมาตรการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaborative Network) ของทั้งสามฝ่ายแต่เนิ่นๆ เพื่อฝึกฝนภาวะการนำ ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ ตลอดจนซักซ้อมยุทธวิธีในการรับมือกับภัยพิบัติ อย่างสม่ำเสมอ

5)            Reinsurance และ การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบต่างๆ จากการเผชิญกับภัยพิบัติมากมาย  สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาเริ่มที่การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายจาก mega disasters ที่เกิดขึ้น อาทิ Weather Derivatives และ Catastrophe Bond อย่างตลาดของ  Catastrophe Bond มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2000s อย่างในปี 2008 มีการออก new และ renew catastrophe bond เป็นมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

6)             Resiliency และ Sustainability มาตราการต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด จะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ “Resiliency” และ “Sustainability” ในส่วนของ Resiliency จะเป็นเรื่องของการยกระดับขีดความสามารถของปัจเจกบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือชุมชน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อ Potential Loss ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการคาดการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ sustainability จะเป็นขีดความสามารถของปัจเจกบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือชุมชนในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติในอนาคต

ทั้ง 6 องค์ประกอบเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Extreme Environment  สามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ

1)            ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์  (Pre-Event) ประกอบด้วยการป้องกันและทุเลาผลกระทบจากภัยพิบัติ/ภัยคุกคามเป็นการล่วงหน้า การให้ความรู้กับประชาชนให้เข้าใจถึงธรรมชาติของภัยคุกคาม/ภัยพิบัติแต่ละแบบ การซักซ้อมขบวนการรับมือกับภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม รวมถึงการตระเตรียม Recovery infrastructure ต่างๆ อาทิ หน้ากาก ถุงยังชีพ น้ำดื่มสะอาด หรือที่พักฉุกเฉิน เแต่เนิ่นๆ  

2)            ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ (Event) เป็นการรับมือในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม เพื่อลดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การส่งสัญญาณเตือนภัย การเคลื่อนย้ายอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

3)            ช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ (Post-Event) เป็นกระบวนการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ/ภัยคุกคาม ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือทางกายภาพ การเงิน และการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจ ให้กลับสู่สภาพปกติเป็นลำดับต้นๆ

ความไม่สมดุลของโลก (Global Imbalance) ก่อให้เกิดภัยคุกคามและภัยพิบัติต่างๆมากมาย นำมาสู่

สภาวะที่ไร้เสถียร (Instability) ภาวะที่ไม่ยั่งยืน (Unsustainability) และนำมาสู่ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงปลอดภัย (Insecurity) เราจึงอยู่ในโลกที่มิได้มีแต่เรื่องของรํฐภิวัตน์ (Globalization of Nation-State) บรรษัทภิวัตน์(Globalization of Companies) และประชาภิวัฒน์ (Globalization of People) อย่างที่ Thomas Friedman เขียนไว้ในหนังสือ The World  is Flat เพราะนั่นเป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญ ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ พวกเรากำลังเผชิญกับโลกกาภิวัตน์ของภัยคุกคามและความเสี่ยง (Globalization of Threats & Risks)

 

ภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 อย่างสิ้นเชิงภัย คุกคามและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรม และสงคราม ถูกแทนที่ด้วยคุกคามและความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อน จากการก่อการร้าย จากวิกฤตเศรษฐกิจ และจากโรคระบาด ในขณะที่ภัยพิบัติตามธรรมชาติก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องเผชิญอยู่อย่างต่อเนื่อง (ดูรูปที่ 1)

 

รูปที่ 1: วิวัตน์ของภัยคุกคามและความเสี่ยง

 

เท่าที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการเผชิญกับ Extreme Environment ต่างๆอยู่ไม่น้อย และเป็น Extreme Environment ในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเงินเอเชีย หรือที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 การเกิดภัยพิบัติจากพายุเกย์ พัดถล่มที่จังหวัดชุมพร การเกิดดินถล่มที่จังหวัดน่าน การเกิดภัยพิบัติสึนามิ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2004 การระบาดของไข้หวัดนก SARs ตลอดจนไข้หวัดใหญ่ 2009 การจับผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงกลุ่มเจไอได้ที่อยุทธยา หรือ การจับตัวพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ชาวรัสเซีย วิเตอร์ บูท ขณะที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ คำถามคือ ประเทศไทยมีนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับ Extreme Environment ในลักษณะที่เป็น Proactive ที่ชัดเจนและสามารถปฎิบัติได้มากน้อยเพียงใด มีใครเป็นเจ้าภาพหลัก มีใครบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะขององค์กรเครือข่าย มีการพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายและเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับแล้วหรือยัง คำตอบคือ…….. 

Comment

Comment:

Tweet