ถึงเวลายกเครื่องประเทศไทยทั้งระบบ

(Time for a Real Reform Agenda)

 

โลกทศวรรษจากนี้ไปเป็นยุคแห่งความสุดโต่ง (Age of Extremity) ครอบคลุมในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความสุดโต่งของธรรมชาติ (Nature Extremes)  อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นและในระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น; ความสุดโต่งทางเศรษฐกิจ (Economic Extremes) อาทิ การเกิดวิกฤตหนี้ในสหภาพยุโรปที่อาจนำไปสู่การแตกของ Eurozone หรือปรากฏการณ์ Occupy Wall Street ; ความสุดโต่งทางการเมือง (Political Extreme) อาทิ ปรากฏการณ์ Arab Spring หรือการอุบัติขึ้นของ WikiLeak ตลอดจนถึง ความสุดโต่งทางสังคม (Social Extreme) อาทิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างพวก Extreme Riches กับประชาชนที่เหลือ ในเกือบทุกภาคส่วนของโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา หรือการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประชาชนต่างพื้นที่อันเนื่องมาจากความสุดโต่งของธรรมชาติ

ในยุคแห่งความสุดโต่ง ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด (Extremely Vulnerable Position)  หากย้อนกลับไปเพียงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะ”วิกฤตซ้ำชาก”  โดยประสบกับวิกฤตถึง 3 ครั้ง เริ่มต้นจากวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ตามมาด้วยวิกฤตทางการเมือง ในช่วงปี 2551-2554 และล่าสุดก็ต้องเผชิญกับมหาอุทกภัย ในช่วงปลายปี 2554 จะเห็นได้ว่า ระดับความรุนแรงและความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   มหาอุทกภัยครั้งล่าสุดทำให้ความเสี่ยงของประเทศได้ยกระดับขึ้นสู่ความเสี่ยงทั้งระบบแล้ว

 ความอ่อนไหวในการเผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องประสบกับภาวะวิกฤตซ้ำซาก สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน เสถียรภาพ การเป็นประเทศที่มีความเปราะบางอย่างที่สุด สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความยั่งยืน พร้อมๆกันนั้น การเผชิญกับความเสี่ยงทั้งระบบ สะท้อนประเด็นปัญหาทางด้าน ความมั่นคงปลอดภัย ในทรัพย์สินและชีวิตของผู้คน

       อย่างไรก็ดี ภาวะวิกฤตซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการของปัญหาที่ปรากฏอยู่ที่ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง  รากเหง้าปัญหาของประเทศที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นยังมีอีกมากมาย พอสรุปได้เป็น 3 กับดัก สำคัญ ประกอบไปด้วย กับดักความน่าเชื่อถือ” (Credibility Trap) ในภาครัฐ กับดักความเหลื่อมล้ำ”  (Inequality Trap) ในภาคประชาชน และ กับดักการสร้างมูลค่า” (Value Creation Trap) ในภาคเอกชน

edit @ 14 Dec 2011 23:21:39 by ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

Comment

Comment:

Tweet