กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐ

ความสำเร็จของการทะยานสู่โลกที่หนึ่งของหลายประเทศในเอเชีย อย่างจีน เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์นั้น มาจากเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ 1) นักการเมืองมีคุณภาพ ภายใต้ระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ; 2) มีผู้นำการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความมั่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่โลกที่หนึ่ง; 3) มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสอดรับกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม และ 4) มีกลไกขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ประเทศเหล่านี้ จึงเป็นตัวอย่างของการมี Credible Government ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่โลกที่หนึ่ง  สำหรับประเทศไทย กับดักความน่าเชื่อถือในภาครัฐประกอบไปด้วย 3 ประเด็นท้าทายคือ 1) ประเด็นว่าด้วยความชอบธรรม (A Quest for Legitimacy); 2) ประเด็นว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (A Quest for Integrity); และ 3) ประเด็นว่าด้วยความสามารถ (A Quest for Capability)

ผู้นำทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ คือผู้นำที่มี “ความชอบธรรม”  “ความสามารถ” ควบคู่ไปกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ในหนังสือ Hard Truth to Keep Singapore Going  อดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยู แห่งสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตระเตรียมผู้คนเพื่อมาบริหารประเทศ ลีกวยยูมองว่าการมี Exceptional Talent ขับเคลื่อนประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  หากปราศจากคนเก่งที่มีคุณธรรมขับเคลื่อนรัฐบาล  ภาครัฐและสถาบันสำคัญๆแล้วละก็ ประเทศก็จะค่อยๆถดถอยลง   โดยกล่าวว่า “Once you have weaker people on top, the whole system slowly goes down. It’s inevitable” ลีกวนยูจึงยอมไม่ได้กับการที่ได้ “รัฐมนตรีกระจอก” บริหารประเทศ เพราะหากทำเช่นนั้น ถือเป็นการทรยศหักหลังประเทศ

ความชอบธรรม ความสามารถ และ ความซื่อสัตย์สุจริต จึงเป็นสามองค์ประกอบสำคัญของการเป็น    รัฐบาลที่น่าเชื่อถือ หรือ Credible Government

น่าเสียดาย เท่าที่ผ่านมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475   ประเทศไทยไม่เคยมี Credible Government ดูอย่างรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าจะโดดเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็มีประเด็นปัญหาทางด้านความชอบธรรม เพราะ ณ ขณะนั้น อาจถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ในขณะที่รัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ หรือรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในยุคต่อมา แม้จะโดดเด่นในเรื่องของความสามารถ แต่ก็มีข้อสงสัยในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถูกโค่นล้มด้วยการทำรัฐประหาร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เช่นเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า เป็นรัฐบาลที่มาด้วยความชอบธรรม แต่หลังจากเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยแล้ว ก็ถูกตั้งคำถามว่าด้วยเรื่องของความสามารถ

การต่อสู้กับวิกฤตเป็นงานที่ท้าทายที่ต้องการภาครัฐที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการภายใต้วิกฤตนั้น ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะตอบโจทย์ของความเป็น Credible Government  หลังจากบริหารราชการแผ่นดินไม่เพียงถึงเดือน ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มถูกสั่นคลอน จากนโยบายประชานิยมที่จัดทำขึ้นมาในลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบในช่วงหาเสียง ผลที่ออกมาคือเกิดอาการชักเข้าชักออก ยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ภาคประชาชนและภาคเอกชนจำนวนมากต้องเดือดร้อนจากภัยพิบัติครั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อีกทั้งมีข้อสงสัยในข้อมูลข่าวสารว่ามีความถูกต้อง และตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด

ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงในตัวนายกรัฐมนตรี กอปรกับการมีคณะรัฐมนตรีที่อ่อนด้อยประสบการณ์ทางด้านการบริหาร ณ วันนี้ กลายเป็นเสมือนหนึ่งมวลน้ำขนาดใหญ่กลับมากระแทกใส่รัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย  จึงเป็นที่หวาดวิตกว่า รัฐไทยจะเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในหลากมิติ ภายใต้ยุคแห่งความสุดโต่งในทศวรรษจากนี้ไปหรือไม่ 

Comment

Comment:

Tweet